สตาร์ลิงค์ ข้าวโพดจีเอ็มโอป่วนโลก

คำเตือนเกี่ยวกับปัญหาการปนเปื้อนของพืชจีเอ็มโอกับพืชทั่วไปปรากฏเป็นจริงในกรณีข้าวโพดสตาร์ลิงค์ของบริษัทอาร์เวนติส ปัญหาการปนเปื้อนของข้าวโพดพันธุ์ซึ่งไม่ได้อนุญาตให้เป็นอาหารของมนุษย์แต่กลับพบว่าปะปนอยู่ในอาหารชนิดต่างๆจนเกิดกรณีต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆหลายร้อยชนิดที่พบการปนเปื้อนเป็นเครื่องฟ้องประจานให้เห็นถึงความล้มเหลวในการควบคุมพืชและอาหารจีเอ็มโอของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา บริษัทเมล็ดพันธุ์ บริษัทที่ผลิตอาหาร รวมไปทั้งเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกพืชพันธุ์นี้ ข้าวโพดสตาร์ลิงค์ เป็นข้าวโพดที่ได้รับการตัดต่อยีนแบคทีเรียบีทีเพื่อวัตถุประสงค์ในการควบคุมหนอนและแมลง ข้าวโพดจีเอ็มโอพันธุ์นี้ได้รับการอนุมัติให้ปลูกเมื่อปี 2000 แต่มีข้อกำหนดอย่างเข้มงวด เช่น ต้องปลูกห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่นอย่างน้อย 200 เมตรเพื่อป้องกันการผสมข้ามไปสู่ข้าวโพดพันธุ์อื่น และห้ามนำไปเป็นอาหารมนุษย์ ยกเว้นเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น เช่น ทำเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือผลิตแอลกอฮอล์เท่านั้น เพราะโปรตีน Cry9C
ซึ่งถูกผลิตจากยีนแบคทีเรียในข้าวโพดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในมนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน มีการตรวจพบว่าข้าวโพดสตาร์ลิงค์ได้ไปปนเปื้อนในอาหารสไตล์เม็กซิกันที่เรียกว่า"Taco shell" ยี่ห้อ "Taco Bell" ของบริษัท Craft Food กระจายไปในโรงงานผลิตแป้ง 350 โรงงานทั่วสหรัฐ และเมื่อถึงเดือนกันยายนผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆที่มีข้าวโพดผสมอยู่มากกว่า 300 ชนิดรวมทั้ง Taco shell ถูกเรียกคืนจากตลาด บริษัทได้ใช้งบประมาณขั้นต้น 100 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อข้าวโพดสตาร์ลิงค์คืนจากชาวไร่ ในขณะที่ความเสียหายรวมจากกรณีความยุ่งเหยิงนี้จะมีมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่ร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้นคือบริษัทเอเวนตีสแถลงว่าพบโปรตีน Cry9C ดังกล่าวได้เข้าไปปนเปื้อนกับเมล็ดข้าวโพดพันธุ์อื่นของบริษัทซึ่งไม่ใช่สตาร์ลิงค์อีกด้วย ซึ่ง "บริษัทไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร"และล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2001 กระทรวงเกษตรสหรัฐได้พบว่ามีข้าวโพดสตาร์ลิงค์ปนอยู่ในเมล็ดพันธุ์ของบริษัทเมล็ดพันธุ์ 77 บริษัท และกำลังดำเนินการให้มีการซื้อคืนเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดก่อนหน้าที่พันธุ์ข้าวโพดต้องห้ามดังกล่าวจะกระจัดกระจายไปในพื้นที่เพาะปลูก ทั้งนี้โดยต้องใช้เงินซื้อคืนขั้นต้นถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ

การปนเปื้อนของข้าวโพดสตาร์ลิงค์ทั้งหมดเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ทั้งจากกรณีการผสมข้าม(cross polination) การนำข้าวโพดสตาร์ลิงค์ไปผสมกับข้าวโพดพันธุ์อื่นเพื่อขายได้ราคาดีขึ้น การปนเปื้อนระหว่างการเก็บเกี่ยวผลผลิตระหว่างการแปรรูป ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงเกี่ยวกับความยุ่งเหยิงของสตาร์ลิงค์ในสหรัฐ

อาจกล่าวสรุปได้จากรายงานของหนังสือพิมพ์นิวยอร์คไทม์ที่ว่า "เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าเป็นการยากมากแค่ไหนที่จะควบคุมยีนจากพืชแปลงพันธุกรรม เมื่อปล่อยให้มีการปลูกในไร่นา และยากลำบากมากขึ้นไปอีกที่จะควบคุมไม่ให้พืชต่างสายพันธุ์ผสมปนเปกัน"

ความรุนแรงของปัญหาสตาร์ลิงค์นั้นยากที่จะจัดการได้ บริษัทเอเวนติสได้พยายามผลักดันให้หลีกหนีปัญหาอย่างชุ่ยๆโดยการผลักดันให้รัฐบาลสหรัฐอนุมัติให้ข้าวโพดพันธุ์นี้ใช้เป็นอาหารมนุษย์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเรียกเก็บผลิตภัณฑ์และจัดการกับการปนเปื้อนของยีนอีกทั้งไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่องค์กรคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (EPA) ได้ปฏิเสธคำขอของเอเวนติสตามคำแนะนำของ Scientific Advisory Panel ผลที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้ขณะนี้ข้าวโพดสตาร์ลิงค์ไม่ได้รับอนุญาตให้ปลูกอีกต่อไปไม่ว่าจะเป็นกรณีใดทั้งสิ้นเนื่องจากใบขออนุญาตได้ถูก
ถอดถอนตั้งแต่ปี 2000 ที่ผ่านมา

ความยุ่งเหยิงและวุ่นวายของข้าวโพดสตาร์ลิงค์ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการควบคุมและจัดการเกี่ยวกับพืชแปลงพันธุกรรมทุกระดับ นับตั้งแต่การทดสอบความปลอดภัย กระบวนการอนุมัติ การปลูกเชิงพาณิชย์ การแปรรูป ฯลฯ โดยรัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องรับไปเต็มๆแต่เพียงผู้เดียว เพราะเป็นประเทศที่พยายามผลักดันให้ประเทศอื่นๆรับเอาพืชจีเอ็มโอจากประเทศของตนเข้าไปปลูก ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่มีปัญญาจัดการกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้

เมื่อสองสามปีที่แล้วรัฐมนตรีคนหนึ่งเกิดมีความคิดที่จะประกาศให้ประเทศไทยแบ่งโซนปลูกพืชให้กลายเป็นเขตปลอดจีเอ็มโอและเขตปลูกจีเอ็มโอ ลองนึกดูว่าจะเกิดความวุ่นวายขนาดไหนและสร้างผลกระทบขนาดไหนต่อระบบการเกษตรและผลต่อการค้าที่จะมีต่อประเทศ เพราะแม้แต่การควบคุมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ให้แพร่ไปในพื้นที่น้ำจืดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังทำอะไรไม่ได้ตามคำประกาศด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการควบคุมละอองเกสรพืชจีเอ็มโอไม่ให้ไปผสม
ข้ามกับพืชสายพันธุ์อื่นในประเทศซึ่งเกษตรกรมีพื้นที่เฉลี่ยกันคนละเล็กละน้อยและเต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพเช่นนี้

ประเด็น: 
เนื้อหา: