ความจริงเกี่ยวกับจีเอ็มโอ

หลังจากการดีเบทระหว่างไบโอไทยและผู้สนับสนุนเรื่องจีเอ็มโอทั้งที่จัดขึ้นโดย “เถียงกันให้รู้เรื่อง”-ไทยพีบีเอส “คมชัดลึก”-เนชั่นทีวี และ เจาะข่าวเด่น-ช่อง3 คู่ดีเบทของเราได้เขียนอธิบายความเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น "เก็บตกเรื่องจีเอ็มโอ #1 การยอมรับจีเอ็มโอ ขึ้นกับข้อมูลที่ได้รับ" "เก็บตกเรื่องจีเอ็มโอ #2 การเพาะปลูกพืชไร่จีเอ็ม เพิ่มขึ้นโดยตลอดทุกปี" "เก็บตกเรื่องจีเอ็มโอ #3 อาหารจีเอ็ม เป็นที่ยอมรับของวงการวิทยาศาสตร์ ว่าปลอดภัย" "เก็บตกเรื่องจีเอ็มโอ #4 ยาปราบวัชพืชไกลโฟเสต ไม่ได้อันตรายอย่างที่กล่าวหา" เป็นต้น ไบโอไทย

ความจริงเกี่ยวกับจีเอ็มโอ # 1
“การยอมรับเรื่องจีเอ็มโอขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับจริง ส่วนโพลล์สนับสนุนที่นำมาอ้างว่าประชาชนยอมรับจีเอ็มโอนั้นเป็นการตั้งคำถามแบบชี้นำ”

ผลการสำรวจที่ตั้งคำถามโดยไม่ชี้นำทั้งที่ดำเนินการอย่างเป็นทางการโดยอียู สำนักโพลล์ต่างๆ ไปจนถึงโพลล์ของสื่อต่างๆ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนทั้งในยุโรป สหรัฐ และอีกหลายประเทศส่วนใหญ่ปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว แต่สิ่งที่ไบโอไทยเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญของผลการสำรวจที่น่าสนใจมากที่สุดมี 2 ประเด็นคือ

  1. ยิ่งมีเวลาผ่านไป เรายิ่งพบความเป็นจริงว่าประชาชนยิ่งให้การสนับสนุนจีเอ็มโอน้อยลง โพลของสหภาพยุโรปชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีแรกๆที่มีการนำจีเอ็มโอมาปลูกเชิงพาณิชย์ จนมาถึงปีหลังๆ ตัวอย่างเช่น คนในสเปนเคยสนับสนุนจีเอ็มโอถึง 66 % เมื่อปี 1996 แต่ในปี 2010 กลับลดเหลือเพียง 35% ไม่จำเป็นต้องพูดถึงในฝรั่งเศสเคยสนับสนุนถึง 43% แต่ลดเหลือ 16% เท่านั้น และน่าสนใจด้วยว่าแนวโน้มดังกล่าวเป็นจริงด้วยสำหรับทั้งฝั่งยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก  ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสารการศึกษาเรื่อง "Europeans and Biotechnology in 2010 - Winds of change?" ได้ที่ http://ec.europa.eu/research/science-society/document_library/pdf_06/europeans-biotechnology-in-2010_en.pdf

  2. ประชาชนในสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับประเด็นการถกเถียงเรื่องจีเอ็มโอมากนักเมื่อ 1-2 ทศวรรษที่แล้ว แต่บัดนี้กลับมีความสนใจในประเด็นนี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระแสการขับเคลื่อนให้มีการบังคับติดฉลากนั้นประชาชนอเมริกันเห็นพ้องต้องกันมากกว่า 90% แต่กลับถูกขัดขวางโดยมอนซานโต้และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้ผลประโยชน์จากจีเอ็มโอ น่าสนใจมากว่าอนาคตเกี่ยวกับจีเอ็มโอในสหรัฐซึ่งเป็นเมืองหลวงของพืชจีเอ็มโอจะเป็นเช่นไร เมื่อประชาชนมากกว่าครึ่งหนึ่งปฏิเสธอาหารจีเอ็มโอ

  3. ส่วนผลการสำรวจที่นำมาอ้าง เช่น “ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยยอร์ก (ดูhttp://2014.igem.org/Team:York/Surveys) ที่ถามคำถามว่า "คุณจะสนับสนุนหรือคัดค้านโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ใช้ GMO ?” อันนี้ไม่ใช่คำถามทั่วไป แต่เป็นคำถามชี้นำ คำตอบที่ได้ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนต่อการยอมรับอาหารจีเอ็มแต่ประการใด เช่นเดียวกับคำถามว่า “ประชาชนยุโรปส่วนใหญ่จะซื้ออาหารจีเอ็ม ถ้าพวกเค้าทราบว่ามันทำให้สุขภาพดีกว่า มียาฆ่าแมลงน้อยกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า” นี้ก็เป็นคำถามชี้นำ เพราะสรุปเอาเองว่าอาหารจีเอ็มมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อยกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงหลายกรณีกลับเป็นเรื่องตรงกันข้า

การอ้างผลสำรวจโดยใช้โพลล์ที่ตั้งคำถามชี้นำจึงไม่สามารถหักล้างความจริงที่ไบโอไทยนำเสนอได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้อ่านคงต้องตัดสินใจเอาเองว่า โพลล์ประเภทไหนที่เป็นโพลล์ที่น่าเชื่อถือมากกว่ากัน


ความจริงเกี่ยวกับจีเอ็มโอ # 2
“พื้นที่ปลูกพืชจีเอ็มโอเพิ่มขึ้นจริง แต่เพิ่มขึ้นในอัตราลดลง ที่สำคัญพื้นที่พืชจีเอ็มโอในโลกประมาณ 90% อยู่ใน 5 ประเทศของโลกเท่านั้น”

นักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนจีเอ็มโอได้เขียนในเพจของเขาว่า "ในการดีเบตทางไทยพีบีเอส ทาง NGO ได้แสดงแผนภูมิที่บอกว่าการเพาะปลูกพืชไร่จีเอ็มนั้นมีแนวโน้มลดลง" ไบโอไทยไม่เคยพูดว่าพื้นที่ปลูกจีเอ็มโอลดลง แต่บอกว่า “อัตราการเติบโตของการปลูกพืชจีเอ็มโอลดลง” (โปรดดูคำบรรยายกราฟที่ใช้ประกอบในการดีเบท-ภาพที่3) ดังนั้นเมื่อเราสังเกตกราฟการเติบโตของพื้นที่ปลูกพืชจีเอ็มโอ เราจะเห็นว่าพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นจริง แต่เราจะพบว่าความชันของกราฟเริ่มลดลง

ฝ่ายสนับสนุนจีเอ็มโอมักใช้แผนที่(ภาพที่2)และการระบายสีพื้นที่ของ ISAAA (ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นจากการสนับสนุนของอุตสาหกรรมจีเอ็มโอ) ให้ดูเสมือนว่าพื้นที่ปลูกพืชจีเอ็มโอขยายไปทั่วโลกแล้ว เพื่อชี้นำโน้มน้าวให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเรากำลังจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเราจำเป็นต้องยอมรับจีเอ็มโอเพราะเกือบทุกประเทศในโลกยอมรับจีเอ็มโอกันหมดแล้ว 

ในความเป็นจริง พื้นที่เกษตรที่เป็นจีเอ็มโอทั้งโลกในปัจจุบันมีอยู่เพียง 12% ของพื้นที่เกษตรกรรมโลกเท่านั้น โดยพื้นที่ที่ปลูกจีเอ็มโอทั้งหมดนั้นประมาณ 90% กระจุกอยู่ใน 5 ประเทศเท่านั้น(ภาพที่1)

ภาใต้ความยเป็นจริงที่ว่า 1) พืชจีเอ็มโอไม่ได้เพิ่มศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต 2) ไม่ได้ลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และ 3)แนวโน้มการไม่ยอมรับอาหารจีเอ็มมากขึ้นๆนั้น เป็นเรื่องยากที่จีเอ็มโอจะเติบโตแบบที่เคยเป็นในอดีต

อย่างไรก็ตามควรตระหนักอย่างหนึ่งว่า การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกพืชชนิดใหม่ๆไม่ได้เป็นสิ่งรับประกันว่าสิ่งนั้นจะนำประโยชน์มาสู่เกษตรกร บทเรียนจากการปฏิวัติเขียว จากการส่งเสริมและโหมโฆษณา "ข้าวพันธุ์มหัศจรรย์" เมื่อ 5 ทศวรรษที่แล้วคือบทเรียนที่พึงสังวร ในกรณีดังกล่าว ผลผลิตเพิ่มขึ้นจริงแต่เกษตรกรกลับต้องใช้ทั้งปุ๋ยและสารเคมี เจอปัญหาการระบาดของโรคแมลงจนแก้ไม่ตก ปฏิวัติเขียวให้ประโยชน์ชาวนาชั่วระยะเวลาสั้นๆ ในระยะยาวต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพิ่มขึ้นจนไม่คุ้มทุน ระบบเหล่านี้อยู่รอดมาได้หลายทศวรรษเพราะระบบธรรมชาติคอยค้ำจุนอยู่ เมื่อผืนดิน อินทรีย์วัตถุ ความหลากหลายทางชีวภาพ เสื่อมโทรมลง น้ำมันและผลิตภัณฑ์จากฟอสซิลที่ใช้กับการเกษตรมีราคาสูงขึ้นไปสู่ค่าที่มันควรจะเป็น ระบบนี้ก็จะพังทลายลงในที่สุด 

อยากสื่อสารไปยังกลุ่มที่สนับสนุนเรื่องจีเอ็มโอว่า การใช้และตีความข้อมูลมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ จุดมุ่งหมายของการตีความนั้นนำไปสู่ความจริง และนำไปสู่ประโยชน์ของมหาชนหรือไม่


ความจริงเกี่ยวกับจีเอ็มโอ #3
“ไม่มีฉันทามติในประชาคมวิทยาศาสตร์ว่าพืชจีเอ็มโอมีความปลอดภัย การพูดว่าจีเอ็มโอปลอดภัยเป็นคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบ

นักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนจีเอ็มโออ้างว่า “เดี๋ยวนี้องค์การวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขมีความเห็นสอดคล้อง เป็น consensus กันว่า อาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืชจีเอ็มนั้น มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับอาหารจากพืชธรรมดาที่เป็นต้นแบบของมัน” เราไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนั้น

เดวิด ซูซูกิ นักพันธุศาสตร์ซึ่งเขียน An Introduction to Genetic Analysis ตำราพันธุศาสตร์ที่ใช้แพร่หลายในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “นักวิทยาศาสตร์คนใดที่บอกคุณว่าจีเอ็มโอปลอดภัยหรือไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าไม่ใช่เพราะไม่ประสีประสากับความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์แล้ว ก็เป็นเพราะพวกเขาจงใจโกหก แท้จริงแล้วไม่มีใครทราบหรอกว่าผลกระทบระยะยาวของจีเอ็มโอจะเป็นเช่นไร”

คณะทำงานของ UN ที่ใช้ชื่อว่า International Assessment of Agricultural Knowledge Science and Technology for Development (IAASTD) ซึ่งเป็นคณะทำงานระหว่างประเทศเพื่อประเมินความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทางการเกษตรสำหรับการพัฒนา ซึ่งสนับสนุนโดย WHO, FAO, UNEP, UNDP UNESCO และ World Bank ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกระบวนการประเมินจาก 110 ประเทศ 900 คน ได้เผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของจีเอ็มโอว่า 

“ผลกระทบของจีเอ็มโอยังเป็นที่เข้าใจน้อยมากในปัจจุบัน ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางนโยบายและทำให้การวิจัยเรื่องความเสี่ยงเปิดเผยต่อสาธารณะ” (GlobalSummary, p. 20).

“การประเมินเทคโนโลยีนี้ยังตามหลังการพัฒนาของมัน ข้อมูลที่มียังไม่เพียงพอ กระจัดกระจายและขัดแย้งกันเอง ทั้งประเด็นความเสี่ยง ผลกระทบและผลประโยชน์ของมัน ทั้งในประเด็นทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ”(SR Summary, p. 14)

“นโยบายความปลอดภัยทางชีวภาพ ต้องมั่นใจว่าสามารถป้องกันการปนเปื้อนทางพันธุกรรมของแหล่งกำเนิดและศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพ” (Summary of the regional report on Latin American and the Caribbean, Spanish original, p. 20)

“สำหรับประเทศที่ตัดสินใจเลือกจีเอ็มโอ ระบบกฎหมายต้องใช้หลักป้องกันเอาไว้ก่อนและปกป้องสิทธิของผู้บริโภคในการเลือก” (Summary of the regional report on Latin American and the Caribbean, Spanish original, p. 20)

อุปสรรคสำคัญสำหรับการทดสอบความปลอดภัยของพืชจีเอ็มโอ เกิดจากการขัดขวางของบริษัทผู้ผลิตจีเอ็มโอไม่ให้มีการนำผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อให้นักวิชาการอิสระทำการประเมินเรื่องความปลอดภัยนั้น เรื่องนี้ ทำให้ประชาคมวิทยาศาสตร์อดรนทนไม่ได้จนต้องทำจดหมายร้องเรียนรัฐบาลสหรัฐ 

 

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาที่รวมตัวกันในนาม เครือข่ายนักวิทยาศาสตร์เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรป (The European Network of Scientists for Social and Environmental Responsibility- ENNSSER) ก็ไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวว่า “ประชาคมวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าจีเอ็มโอปลอดภัย” เช่นเดียวกัน เครือข่ายดังกล่าวได้จัดทำแถลงการณ์เป็นการเฉพาะเรื่อง“No scientific consensus on GMO safety” มีผู้ร่วมลงชื่อหลายร้อยคน โดยระบุเหตุผลสำคัญ ต่างๆ เช่น 

1) ยังไม่มีข้อยุติว่าอาหารจีเอ็มปลอดภัย งานศึกษาจำนวนมากทำโดยผู้ผลิตจีเอ็ม รวมทั้งมีงานวิจัยจำนวนมากที่ขัดแย้งกันเอง 2) ยังไม่มีงานศึกษาเชิงระบาดวิทยา (epidemiological studies)เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์จากการบริโภคอาหารจีเอ็ม ดังนั้นการอ้างว่ามีผู้บริโภคในอเมริกาเหนือบริโภคจีเอ็มโอมาเป็นเวลานานนับสิบปีแต่ก็ไม่เห็นปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นเพียงการพูดลอยๆโดยไร้การศึกษาทางวิทยาศาสตร์รองรับ 3) มีงานวิจัยหลายร้อยรายงานที่ไม่ยืนยันเรื่องความปลอดภัย 4) มีงานศึกษาที่ระบุอย่างชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่น ผลกระทบของพืชบีทีต่อแมลงที่ไม่ใช่ศัตรูพืช การเพิ่มขึ้นของการใช้สารเคมีปราบวัชพืช แมลงและวัชพืชดื้อยา เป็นต้น

ในฐานะประชาชน เราควรได้เรียนรู้จากนักวิทยาศาสตร์ทั้งที่เป็นฝ่ายสนับสนุนจีเอ็มและฝ่ายที่ไม่สนับสนุน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเชื่อฝ่ายใดเราควรยึดหลัก “ปลอดภัยไว้ก่อน” เสมอ สิ่งที่เราควรได้เรียนรู้ร่วมกันคือ แม้แต่องค์การอนามัยโลก(WHO) ก็ยังเคยทำที่สิ่งที่ผิดพลาดมาก่อน ตัวอย่างเช่น การนำ DDT มาใช้ในโครงการกำจัดยุงที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย แต่ต่อมาพบว่าสารเคมีนี้มีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย และสิ่งแวดล้อม และใช้เวลานานถึง 34 ปี ประชาคมโลกถึงได้เรียนรู้ว่าสารเคมีนี้เป็นภัยร้ายแรงจนมีการยกเลิกการใช้ในที่สุด

ภายใต้สถานการณ์ที่ประชาคมวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันไม่เลิก “หลักการปลอดภัยไว้ก่อน” หรือ “Precaution Principle” เป็นหลักการที่ประชาชนและประเทศต่างๆควรยึดถือ การอวดอ้างว่า “ประชาคมวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าจีเอ็มโอปลอดภัย” นอกจากไม่เป็นความจริงแล้วยังเป็นคำกล่าวที่ขาดความรับผิดชอบด้วย

หมายเหตุ
ในการดีเบทรายการ “เถียงกันให้รู้เรื่อง” ช่องไทยพีบีเอส ไบโอไทยได้แสดงให้เห็นว่ามีองค์กรทางการแพทย์ที่เรียกร้องให้มีการติดฉลาก เช่น 1) British Medical Association -150,000 members 2) German Medical Association - 430,000 members 3) American Public Health Association - 30,000 members 4) California Medical Association - 39,000 members 5) American College of Physicians-137,000 members เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นคู่ดีเบทได้โต้แย้งว่า “ปัจจุบันทาง BMA ได้เปลี่ยนจุดยืนไปแล้ว จากรายงานฉบับแรกในปี 1999” ไบโอไทยขอยืนยันว่าข้อมูลของเราถูกต้อง จุดยืน BMA ในการเรียกร้องให้มีการติดฉลากในรายงานปี 2004 นั้น ยังคงเหมือนกับรายงานฉบับแรกเมื่อปี 1999 กล่าวคือแม้ว่า BMA จะลดระดับความกังวลลงแต่ยังยืนยันชัดเจนว่า “มาตรการในการติดฉลากจำเป็นต้องดำเนินต่อไป เพื่อเอื้ออำนวยต่อการศึกษาวิจัยผลต่อสุขภาพ และให้สาธารณชนมีโอกาสเลือกว่าจะบริโภคอาหารจีเอ็มหรือไม่” (Labelling of GM-containing foods should be continued in order to facilitate further health research and allow the public to choose whether they consume GM food or not) และสรุปว่า “อย่างไรก็ตาม ความใต้ฐานของข้อมูลที่เรามีอยู่ในขณะนี้ ความกังวลในเรื่องความปลอดภัย ไม่สามารถขจัดออกไปได้”


ความจริงเรื่องจีเอ็มโอ #4
ไกลโฟเสทไม่ได้เป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ปลอดภัยกว่า การบอกว่าไกลโฟเสทปลอดภัยกว่า เป็นข้ออ้างของบรรษัทกรณีพืชจีเอ็มโอทำให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น

มายาคติสำคัญของจีเอ็มโอคือการสร้างภาพว่า “จีเอ็มโอลดการใช้สารเคมี” มายาคติที่พวกเขาสร้างขึ้นขณะนี้ได้พังทลายลงไปแล้วจากผลที่เกิดขึ้นจริงในทางปฎิบัติ ผลการศึกษาประสบการณ์ปลูกพืชจีเอ็มโอสิบกว่าปี ของ Charles Benbrooks ซึ่งใช้ข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) เอง พบว่าการปลูกพืชจีเอ็มโอทำให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้นถึง 183 ล้านกิโลกรัม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารเคมีปราบวัชพืชไกลโฟเสท(หรือชื่อการค้าราวด์อั๊พ) 

การใช้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของราวด์อั๊พเกิดขึ้นเนื่องจากประมาณ 90% ของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง ข้าวโพด และฝ้ายที่ปลูกในสหรัฐนั้นเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ตัดต่อพันธุกรรมใส่ยีนต้านทานสารเคมีปราบวัชพืชไกลโฟเสทซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของมอนซานโต้เข้าไปด้วย เกษตรกรอเมริกันจึงใช้ไกลโฟเสทได้มากเพราะไม่ต้องกังวลว่าพืชปลูกจะได้รับผลกระทบจากสารปราบวัชพืช

นอกเหนือจากนี้ เมื่อใช้ไกลโฟเสทมากๆติดต่อกัน วัชพืชหลายชนิดก็พัฒนาตนเองจนต้านมากขึ้นๆ ความจริงเหล่านี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว และปรากฎในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

เมื่อความจริงปรากฏขึ้น มอนซานโต้และนักส่งเสริมจีเอ็มโอจึงสร้างวาทกรรมใหม่ว่า “ถึงแม้จะมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นการเปลี่ยนจากสารเคมีอันตรายไปใช้สารเคมีที่ปลอดภัยกว่า” พวกเขาอ้างว่าไกลโฟเสทหรือราวด์อั๊พปลอดภัยกว่าสารเคมีชนิดอื่น ทั้งๆที่ไม่เป็นความจริง

ในการประเมินความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้น มีเกณฑ์ที่สำคัญอย่างน้อย 3 ประการ ซึ่งมีความสำคัญพอๆกันและหากพบเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องมีการยกเลิก(ban) หรือต้องควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด (restricted use) เกณฑ์ดังกล่าวคือ 1) ความเป็นพิษเฉียบพลัน( Acute toxicity) 2) ความเป็นพิษเรื้อรัง(Chronic toxicity) เช่น ก่อให้เกิดมะเร็ง กระทบต่อระบบสืบพันธุ์ เป็นต้น และ 3) ตกค้างในระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อแมลงที่มีประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

เป็นความจริงที่ไกลโฟเสทหรือราวด์อั๊พมีความเป็นพิษเฉียบพลันต่ำ แต่ปัญหาสำคัญของสารเคมีนี้คือความเป็นพิษเรื้อรัง โดยงานวิจัยเป็นจำนวนมากในระยะหลังกลับพบว่า ไกลโฟเสทเป็นสารที่เป็นอันตรายกว่าที่เคยเข้าใจกันทั่วไป(จากคำกล่าวอ้างของเจ้าของผลิตภัณฑ์) โดยเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง อัลไซม์เมอร์ ออทิสติก เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น “สารกำจัดวัชพืชที่มีไกลโฟเสทเป็นส่วนผสมมีความเป็นพิษและรบกวนการทำงานของเซลล์ต่อมไร้ท่อของมนุษย์” (Gasnier C. และคณะ ตีพิมพ์ใน Toxicology. 2009 Aug 21; 262(3): 184 – 91) งานวิจัยนี้พบว่าแม้ใช้สารนี้ในระดับที่ต่ำเช่นเพียง 0.5 ppm ก็มีผลกระทบต่อต่อมไร้ท่อ และมีผลกระทบต่อ DNA ในระดับที่ใช้เพียง 5 ppm เท่านั้น นักวิจัยได้เสนอให้มีการพิจารณาสารเคมีนี้เป็นสารก่อมะเร็งและก่อกลายพันธุ์

งานวิจัยชิ้นสำคัญในประเทศไทยที่สนับสนุนข้อค้นพบของประชาคมวิทยาศาสตร์คืองานวิจัยของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ (โดย Thogprakaisang S., Thiantanawat A., Rangkadilok N., Suriyo T., Satayavivad J.) ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Food and Chemical Toxicology( Food and Chemical Toxicology 59 (2013) 129–136) เรื่อง “ไกลโฟเสท ชักนำให้เซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์เจริญเติบโต โดยผ่านทางตัวรับของฮอร์โมนเอสโตรเจน” ข้อค้นพบสำคัญของงานศึกษานี้คือ “ไกลโฟเสท ทำให้เพิ่มการเจริญขยายตัวเฉพาะในโรคมะเร็งเต้านมที่ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนของมนุษย์” และ “ไกลโฟเสท ในขนาดความเข้มข้นต่ำก็มีผลกระทบต่อการทำงานของเอนไซม์เอสโตรเจน”

นอกเหนือจากนี้ ยังมีงานศึกษาอื่นๆที่พบด้วยว่าไกลโฟเสทยังเกี่ยวข้องกับเอ็นไซม์อื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการล้างสารพิษแปลกปลอม ส่งผลกระทบต่อเนื่องสู่ระบบอื่นในร่างกาย ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น อัลไซม์เมอร์ เป็นต้น

นักวิทยาศาสตร์ควรวางตัวในระดับที่เป็นอิสระต่อการเปิดรับความจริงและข้อมูลใหม่ๆ แต่น่าเป็นห่วงนักวิทยาศาสตร์บางคนที่จุดยืนการสนับสนุนจีเอ็มโออาจถลำลึกไปสู่การใช้ข้อมูลด้านเดียวโดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากฝั่งอุตสาหกรรมเป็นหลัก

หมายเหตุ
ไบโอไทยยกเหตุผลเรื่องความไม่ปลอดภัยของไกลโฟเสทโดยกล่าวถึงการแบนสารนี้ในศรีลังกา ในระหว่างการดีเบทที่ไทยพีบีเอส นักวิทยาศาสตร์คู่ดีเบทของเราได้เขียนในเพจให้ข้อมูลว่า เพิ่งมีการยกเลิกการแบนสารดังกล่าวแล้วเมื่อเร็วๆนี้ และ “ผลการศึกษาต่อมาของคณะทำงานในยุโรปได้ข้อสรุปว่า ไกลโฟเสต ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องโรคไต” 

  1. กรณีการอ้างว่าไกลโฟเสทไม่เกี่ยวกับโรคไต ยังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากผลที่เกิดขึ้นกับไตไม่ได้เกิดจากไกลโฟเสทโดยตรง แต่เกิดจากไกลโฟเสทไปจับกับโลหะหนักในสิ่งแวดล้อม และส่งผลกระทบต่อไตเเมื่อมันเข้าสู่ร่างกาย GM Watch เตือนว่า “คณะทำงานในยุโรป” ที่ถูกอ้างโดยนักวิทยาศาสตร์ที่เราดีเบทด้วยนั้นจริงๆแล้วคือ “คณะที่ประกอบขึ้นจากมอนซานโต้และบริษัทสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในยุโรปนั่นเอง” จนกระทั่งปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงในเรื่องนี้ (http://www.icij.org/blog/2014/04/sri-lanka-delays-herbicide-ban-kidney-disease-origin-remains-elusive) และมีความเคลื่อนไหวเพื่อแบนและควบคุมสารนี้อย่างเข้มงวดในเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เอลซัลวาดอร์ บราซิล เป็นต้น (http://www.thehealthyhomeeconomist.com/roundup-banned-netherlands-france-brazil-likely-soon-follow/

  2. กรณีการชะลอการแบนไกลโฟเสทในศรีลังกา ไม่ใช่เหตุที่จะอ้างว่ามันปลอดภัย แต่อธิบายให้เห็นถึงอิทธิพลของบรรษัทสารเคมี-จีเอ็มโอมากกว่า ใครที่ติดตามการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนจะทราบดีว่าการต่อสู้เพื่อยกเลิกสารพิษแต่ละตัวไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น การที่อียู และมาเลเซีย แบนสารเคมีปราบวัชพืช “พาราควอท” แต่ต่อมา ก็ต้องยกเลิกการแบนด้วยแรงกดดันจากบริษัทซินเจนทาและอุตสาหกรรมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช แม้กระนั้นสารอันตรายร้ายแรงชนิดนี้ได้ถูกแบนแล้วในมากกว่า 20 ประเทศ


ความจริงเรื่องจีเอ็มโอ #5
“การอยู่ร่วมกัน” ของการปลูกจีเอ็มโอร่วมกับการปลูกพืชทั่วไปและเกษตรอินทรีย์เป็นไปได้ยาก วาทกรรมนี้เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้มีการยอมรับการปลูกพืชจีเอ็มโอ เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติที่อยู่ในกระดาษแต่ “จัดการ” ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ

เมื่อทศวรรษที่แล้วอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอได้พัฒนาแนวความคิดและการปฏิบัติว่าด้วย “Co-existence” เพื่อให้มีการยอมรับการปลูกพืชจีเอ็มโอว่าสามารถทำได้โดยผ่านการบริหารจัดการรูปแบบต่างๆ ทั้งในการกำหนดระยะห่างระหว่างการปลูกระหว่างพืชจีเอ็มโอกับพืชที่ปลูกในระบบทั่วไปและเกษตรอินทรีย์ การกำหนดให้มีบัฟเฟอร์โซน ไปจนถึงข้อกำหนดมาตรการต่างๆในการแยกเครื่องจักรกลการเกษตร โรงสี การจัดการโกดังเก็บ ฯลฯ โดยอ้างว่า “การจัดการที่ดี” จะสามารถทำให้สามารถปลูกพืชจีเอ็มโอร่วมกับพืชอื่นได้

แต่ในทางปฏิบัติได้เกิดการปนเปื้อนและเกิดความเสียหายในหลายกรณี ตัวอย่างเช่น ในกรณีการปนเปื้อนของข้าวโพดสตาร์ลิงค์เมื่อปี 2000 ในสหรัฐ ข้าวโพดจีเอ็มโอสายพันธุ์นี้ของบริษัทเอเวนติสไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นอาหารของมนุษย์แต่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ แต่ต่อมาได้ผสมปนเปื้อนจนเกิดความเสียหาย

ในบทความเรื่อง Coexistence strategies, the Common Law of Biotechnology and Economic Liability risks โดย A. Bryan Endres ได้ยกเอกสารการพิจารณาของศาลในกรณีดังกล่าว โดยศาลได้แยกแยะแจกแจงว่าการปนเปื้อนนั้นเกิดจาก 1) เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกโดยไม่ทราบว่าเป็นพันธุ์ที่มีข้าวโพดสตาร์ลิงค์บรรจุอยู่ 2) เกิดการผสมเกสรข้าม 3) เกิดจากกระบวนการหลังเก็บเกี่ยว ขนส่ง และจัดเก็บ 4) ปนเปื้อนระหว่างกระบวนการแปรรูป (กรณีนี้เป็นการตอบโต้นักวิทยาศาสตร์คู่ดีเบทของไบโอไทย ที่ยืนยันในระหว่างการดีเบทว่าการปนเปื้อนเกิดขึ้นในขั้นตอนการรวบรวมผลผลิตเท่านั้น ทั้งๆที่ไม่ใช่ ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องโด่งดังมาก ผู้อ่านสามารถอ่านย้อนหลังรายงานข่าวเกี่ยวกับความยุ่งเหยิงของปัญหานี้ได้ตามรายงานข่าวย้อนหลังได้ทั่วไป ส่วนกรณีที่นักวิทยาศาสตร์คนดังกล่าวได้โพสต์ข้อความภายหลังว่า “การปะปนของข้าวโพดสตาร์ลิงค์จึงไม่ได้เกิดจากการละอองเกสรข้ามระหว่างไร่ข้าวโพดแต่อย่างไร” ก็ไม่เป็นความจริงตามเอกสารการพิจารณาของศาลข้างต้น)

การเกษตรในสหรัฐอเมริกาและยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพด ข้าว หรือถั่วเหลืองนั้น เกษตรกรมีพื้นที่การผลิตตั้งแต่หลายร้อยจนถึงเป็นหมื่นไร่ อีกทั้งต้องมีข้อกำหนดที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนแต่ก็ยังเกิดความเสียหายอย่างมาก ในขณะที่ประเทศไทยพื้นที่การทำการเกษตรส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 15-25 ไร่เท่านั้น ข้อกำหนดต่างๆ เช่น ต้องปลูกพืชห่างกัน 200 เมตร หรือ 1 กิโลเมตรตามข้อเสนอของนักวิทยาศาสตร์บางคนแทบเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติด้วยเหตุผลทางบริบทเศรษฐกิจและสังคมทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องพูดถึงการบริหารจัดการเพื่อให้เป็นไปในทางปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย

ความเสียหายจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรมที่สำคัญๆในสหรัฐอเมริกา เช่น

  • กรณีข้าวโพดสตาร์ลิงค์ของบริษัทเอเวนติส (ปัจจุบันคือ Bayer CropScience) ในปี 2000 มีการคาดการณ์ว่าได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประมาณ 1 พันล้านเหรียญ บริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ฟ้องร้อง 110 ล้านเหรียญ ใช้เงินอีก 110 ล้านเหรียญเพื่อซื้อคืนผลิตภัณฑ์ ฯลฯ กรณีที่นักวิทยาศาสตร์คู่ดีเบทของเราอ้างว่าได้มีการจัดการกับปัญหานี้แล้ว และขณะนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ปรากฏแล้วก็ไม่เป็นความจริงเพราะแม้เวลาจะผ่านพ้นไปแล้วถึง 14 ปี ปรากฏว่าเมื่อเร็วๆนี้ยังพบปนเปื้อนอยู่ในระบบอาหารที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย (http://rt.com/news/banned-gm-resurfaces-saudi-arabia-074/ หรือ http://www.foodexposed.co.za/banned-gm-maize-found-in-saudi-arabia-a-decade-after-it-was-removed-from-the-u-s-market/)

  • กรณีข้าวดัดแปลงพันธุกรรมลิเบอร์ตี้ลิงค์ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้มีการปลูกในเชิงพาณิชย์พบว่าได้ปนเปื้อนกับข้าวทั่วไปในอุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐในปี 2006 โดยในปี 2007 อุตสาหกรรมข้าวของสหรัฐส่งออกลดลงถึง 20% มีการพบข้าวปนเปื้อนจากสหรัฐที่ส่งออกไปยังแอฟริกา ยุโรป และอเมริกากลาง บริษัทไบเออร์ตกลงจ่ายชดเชยความเสียหายคิดเป็นเงิน 750 ล้านเหรียญแก่เกษตรกรอเมริกา 11,000 รายที่ได้รับผลกระทบ และต้องจ่ายเงินอีก 137 ล้านเหรียญให้แก่บริษัท Riceland ซึ่งได้รับผลกระทบจากการสูญเสียตลาดในอียู อ่านเพิ่มเติมจากhttp://www.bloomberg.com/news/2011-07-01/bayer-to-pay-750-million-to-end-lawsuits-over-genetically-modified-rice.html และhttp://www.nature.com/nbt/journal/v29/n6/full/nbt0611-473c.html)

  • ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ข้าวโพดจีเอ็มโอสายพันธุ์ Viptera หรือ MIR 162ของบริษัทซินเจนทา ซึ่งปลูกในสหรัฐคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 3% ของพื้นที่ปลูกข้าวโพด แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้นำเข้าจากรัฐบาลจีน แต่ปรากฏว่าข้าวโพดสายพันธุ์นี้ปนเปื้อน ในข้าวโพดที่ส่งออก ประเทศจีนได้ตีกลับข้าวโพดคิดเป็นปริมาณนับล้านตัน สมาคมธัญพืชและอาหารสัตว์แห่งชาติของสหรัฐ ประมาณการว่าเกิดความเสียหายต่อเกษตรกรคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านเหรียญ ขณะนี้บริษัทคาร์กิลยักษ์ใหญ่การค้าธัญพืชของสหรัฐ และเกษตรกรอเมริกันที่ปลูกข้าวโพดได้ฟ้องร้องบริษัทซินเจนทา โดยคาดว่าบริษัทนี้จะต้องจ่ายค่าเสียหายเป็นจำนวนมากจากการปนเปื้อนที่เกิดขึ้น (http://www.reuters.com/article/2014/10/06/syngenta-seed-farmers-idUSL2N0S12KF20141006)

  • การปนเปื้อนในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นแต่เกิดขึ้นในยุโรป ออสเตรเลีย เป็นต้น แม้กระทั่งสเปนซึ่งถูกอ้างว่าเป็นต้นแบบของการจัดการ “การอยู่ร่วมกัน” ก็ประสบปัญหาจนพื้นที่เกษตรอินทรีย์ลดลงจากการปนเปื้อนทางพันธุกรรมผ่านการผสมข้าม (อ่านพิ่มเติมได้จาก Binimelis R. Coexistence of plants and coexistence of farmers: Is an individual choice possible? J Agric Environ Ethics. 2008;21:437–457) 

นี่คือหลักฐานและเหตุผลว่า “การอยู่ร่วมกัน” หรือ Co-existence ของการปลูกจีเอ็มโอร่วมกับการปลูกพืชทั่วไปและเกษตรอินทรีย์นั้นเป็นไปได้ยาก วาทกรรมนี้เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้มีการยอมรับการปลูกพืชจีเอ็มโอ เป็นแนวคิดและแนวปฏิบัติที่อยู่ในกระดาษ เป็นส่วนหนึ่งของการโฆณาชวนเชื่อเพื่อผลักดันให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ แต่ “จัดการ” ไม่ได้จริงในทางปฏิบัติ


ความจริงเรื่องจีเอ็มโอ #6
มายาคติ “จีเอ็มโอเพิ่มผลผลิต” ที่ถูกอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริงจากประสบการณ์การปลูกจีเอ็มโอ 18 ปีในสหรัฐ ในทางตรงกันข้ามการปลูกพืชทั่วไปในยุโรปกลับให้ผลผลิตมากกว่าและใช้สารเคมีกำจัดแมลงและวัชพืชน้อยกว่า

การโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับเรื่องจีเอ็มโอ โดยเฉพาะคำกล่าวอ้างที่บอกว่าจีเอ็มโอสามารถเพิ่มผลผลิต เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และการไม่ตัดสินใจเดินไปสู่วิถีจีเอ็มโอจะทำให้ถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง จากประสบการณ์จริงของการปลูกจีเอ็มโอในสหรัฐ และผลการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผลผลิตของการพืชจีเอ็มในสหรัฐกับการปลูกพืชทั่วไปของยุโรป

Union of Concerned Scientists ได้ตีพิมพ์การศึกษาชื่อ Failure to Yield ที่ได้รับการอ้างอิงและเผยแพร่อย่างกว้างขวางตั้งแต่ปี 2009 พบว่า พืชจีเอ็มไม่ได้เพิ่มศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต (intrinsic or potential yield) เนื่องจากคุณลักษณะการให้ผลผลิตนั้นถูกควบคุมด้วยยีนหลายตัว มีการทำงานที่ซับซ้อน เท่าที่ผ่านมาจึงไม่มีการพัฒนาจีเอ็มโอที่มีเป้าประสงค์นี้ 

UCS ยังได้วิเคราะห์ให้เห็นว่า ผลผลิตถั่วเหลืองจีเอ็มไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย ส่วนข้าวโพดผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่ไม่ได้เกิดจากตัวเทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมโดยตัวมันเอง แต่เกิดจากการตัดต่อยีนไปใส่ในข้าวโพดผลผลิตสูงที่ปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีปกติ และเมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นของผลผลิตในยุคก่อนจีเอ็มกับยุคหลังจีเอ็ม กลับพบว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิตยุคก่อนจีเอ็มสูงกว่าช่วงเวลาของการใช้จีเอ็มในสหรัฐอเมริกา (โปรดดูกราฟบนในแผนภาพ) 

ความจริงที่ตอกย้ำงานวิเคราะห์ของ UCS ที่นำโดย Gurian-Sherman D. อดีตที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชีวภาพของ EPA (สำนักงานสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา) คือรายงานผลการปลูกพืชจีเอ็มล่าสุด(2014) ของสหรัฐ ซึ่งอาจสรุปได้ว่า “ตลอด 15 ปีของการปลูกพืชจีเอ็มในสหรัฐ พืชจีเอ็มไม่ได้แสดงว่ามีศักยภาพการให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และในทางปฏิบัติมีบางกรณีที่พืชจีเอ็มต้านทานสารเคมีปราบวัชพืชและพืชจีเอ็มบีทีให้ผลผลิตต่ำกว่าพืชทั่วไป”
http://www.reuters.com/article/2014/02/24/usda-gmo-report-idUSL1N0LT16M20140224 )

งานศึกษาที่ตีพิมพ์เมื่อเร็วๆนี้(2013) ใน International Journal of Agricultural Sustainability ศ.แจ๊ค ไฮน์มันน์ (Jack A. Heinemann) University of Canterbury ได้เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 50 ปี ของการปลูกข้าวโพด คาโนลา และข้าวสาลี โดยเมื่อเปรียบเทียบเฉพาะระหว่างพืชจีเอ็มที่ปลูกในสหรัฐกับพืชที่ไม่ใช่จีเอ็มที่ปลูกในยุโรปตะวันตก (กราฟล่างในแผนภาพ)ปรากฏว่าพืชจีเอ็มในสหรัฐให้ผลผลิตน้อยกว่าอีกทั้งใช้สารเคมีกำจัดแมลงและกำจัดวัชพืชน้อยกว่ามาก 

ไฮน์มันน์ กล่าวว่า “สหรัฐและอุตสาหกรรมสหรัฐโอ้อวดเกี่ยวกับการที่พืชจีเอ็มบีทีว่าสามารถลดการใช้สารเคมีแมลง ซึ่งเป็นความจริงแบบผิวเผิน เพราะนั่นเป็นการลดสารเคมีกำจัดแมลงลงเหลือประมาณ 85% ของระดับที่ใช้ก่อนหน้ายุคพืชจีเอ็ม แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้บอกคุณคือความจริงที่ว่า ประเทศฝรั่งเศสสามารถลดการใช้สารกำจัดแมลงลงไปจนเหลือเพียง12% ของระดับก่อนหน้า ฝรั่งเศสยังเป็นผู้ส่งออกข้าวโพดมากที่สุดลำดับที่ 4 ของโลก และเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกข้าวสาลีที่ใหญ่ที่สุด ทั้งๆที่ประเทศนี้มีขนาดเพียง 11% ของประเทศสหรัฐเท่านั้น” 
http://www.salon.com/2013/06/27/study_monsanto_gmo_food_claims_probably_false_partner/ )

แม้ความจริงเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยมากขึ้นๆ แต่มายาคติที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้สนับสนุนจีเอ็มโอว่า “พืชจีเอ็มโอเพิ่มผลผลิต” “พืชจีเอ็มโอสร้างความั่นคงทางอาหารเพื่อรองรับประชากรของโลกที่เพิ่มขึ้น” จะยังคงเป็นมายาคติที่ถูกอ้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทย

ท่ามกลางบรรยากาศการถกเถียงว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านจีเอ็มโอ อย่าลืมว่ายังมีวิธีการเกษตร การจัดการฟาร์ม และเทคโนโลยีอื่นๆที่ดีกว่า และยั่งยืนกว่าดังที่ศ.ไฮมันน์ได้นำเสนอให้เห็น

เอกสารอ้างอิง
Fernandez-Cornejo J, Wechsler S, Livingston M, Mitchell L. Genetically engineered crops in the United States. Washington, DC: US Department of Agriculture; 2014.
Jack A. Heinemann, Melanie Massaro, Dorien S. Coray, Sarah Zanon Agapito-Tenfen & Jiajun Dale Wen (2014) Sustainability and innovation in staple crop production in the US Midwest,International Journal of Agricultural Sustainability, 12:1, 71-88
Gurian-Sherman D. Failure to yield: Evaluating the performance of genetically engineered crops. Cambridge, MA: Union of Concerned Scientists; 2009.


ความจริงเรื่องจีเอ็มโอ # 7
การผลักดันให้มีการทดลองจีเอ็มโอนับตั้งแต่อดีตและปัจจุบันไม่ใช่การพัฒนาเทคโลยีของสาธารณะ(Public Research) แต่เป็นแค่เพียงการ"ทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ" เพื่อบรรษัทใช้เป็นข้ออ้างในการขออนุญาตให้ปลูกเชิงพาณิชย์

การผลักดันให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอนับตั้งแต่อดีต เช่น ฝ้ายบีที มะละกอจีเอ็มโอ รวมทั้งข้าวโพดต้านทานสารเคมีปราบวัชพืชไกลโฟเสท NK-603 ซึ่งมอนซานโต้และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยกำลังผลักดันคสช.และรัฐบาลอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ ล้วนแล้วแต่มีบรรษัทเป็นเจ้าของสิทธิบัตร (มะละกอจีเอ็มโอเป็นสิทธิบัตรร่วมของคอร์แนลและมอนซานโต้) ข้ออ้างว่าการอนุญาตให้มีการทดลองเป็นไปเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศจึงเป็นเรื่องเหลวไหล ในทางตรงกันข้าม การอนุญาตให้มีการปลูกทดสอบที่ดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐหรือมหาวิทยาลัย ยิ่งเป็นการนำเอาทรัพยากรของสาธารณะ เช่น นักวิชาการ/ข้าราชการที่กินเงินเดือนภาษีของประชาชน และสถานีทดลองต่างๆซึ่งเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน เพื่อนำมาสนับสนุนส่งเสริมบรรษัทผูกขาดเหล่านี้ให้แสวงหาผลกำไรและผูกขาดยิ่งๆขึ้นไป

การอนุญาตให้มีการปลูกเพื่อทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพสามารถทำได้ หากมีกฎหมายคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิของเกษตรกร ตลอดจนการชดเชยและเยียวยาความเสียหายในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกทั่วไปและเกษตรอินทรีย์ แต่การเร่งรัดผลักดันให้มีการปลูกทดลองในช่วงรัฐบาลชั่วคราวนี้ โดยไม่นำพาต่อกติกาทางสังคมที่หลายฝ่ายวางหลักร่วมกันแล้วว่าต้องมีกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพก่อนเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง

ภาคการผลิตเมล็ดพันธุ์ในประเทศไทยในปัจจุบันโดยเฉพาะในสาขาพืชไร่ และผักนั้น ขณะนี้มีบริษัทใหญ่ไม่กี่บริษัทเป็นผู้ครอบครองตลาดอยู่แล้ว แต่การอนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอจะยิ่งเป็นการผูกขาดโดยเบ็ดเสร็จ ดังประสบการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกาในแผนภาพ

มีข้อมูล ความจริง และรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นจำนวนมากจนยากที่จะลิงค์ได้ครบถ้วน ข้างล่างเป็นเพียงข้อมูลเล็กๆบางส่วนเท่านั้น

http://www.gmeducation.org/latest-news/p207220-the-monsanto-monopoly.htm
http://www.organicconsumers.org/articles/article_28059.cfm
http://www.scientificamerican.com/article/do-seed-companies-control-gm-crop-research/
http://en.reset.org/knowledge/privatisation-seeds


ความจริงเรื่องจีเอ็มโอ #8 
การใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง "สร้างความกลัว"* เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนและผู้ตัดสินใจทางนโยบายตัดสินใจเลือกจีเอ็มโอมากกว่าทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

 

กระบวนการปั้นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเพื่อสนับสนุนให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอ ไปจนถึงการแปรข้อมูลในทิศทางที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของตนเป็นยุทธวิธีที่บรรษัทและนักส่งเสริมจีเอ็มโอดำเนินการมาโดยต่อเนื่อง

เมื่อปี 2550 สมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์(ซึ่งมีบริษัทมอนซานโต้เป็นผู้สนับสนุน และเป็นสมาชิกสำคัญ) ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผลักดันให้มีการปลูกมะละกอจีเอ็มโอซึ่งมีคอร์แนลและมอนซานโต้เป็นเจ้าของสิทธิบัตร โดยได้ลงโฆษณาและเผยแพร่ข่าวในสื่อต่างๆว่ามะละกอในประเทศไทยถูกโรคระบาดไวรัสใบด่างจุดวงแหวนทำลายจนทำให้พื้นที่ปลูกมะละกอลดลง มะละกอขาดแคลนและมีราคาแพง ทั้งๆที่ความเป็นจริงสถิติย้อนหลังกลับพบว่าพื้นที่มะละกอและผลผลิตมะละกอเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด(http://www.prachatai.com/journal/2007/11/14949)

เมื่อเร็วๆนี้นักวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนจีเอ็มโอได้เผยแพร่คลิปที่ผลิตซ้ำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงดังกล่าว (คลิป "วิทยาตาสว่าง" ตอนมะละกอจีเอ็มโอ นาทีที่ 2.30 โดยประมาณ) ไปจนถึงการกล่าวข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงผ่านรายการโทรทัศน์บางรายการโดยให้ข้อมูลว่าส้มตำเดี๋ยวนี้มีมะละกอแค่ครึ่งจาน อีกครึ่งเป็นแครอท เพราะมะละกอดิบแพงมาก(รายการ "คมชัดลึก"ออกอากาศในเนชั่นทีวี วันที่ 22 ตุลาคม 2557 นาทีที่ 14.35 โดยประมาณ)** ทั้งๆที่ในความเป็นจริงคือ

1)ราคามะละกอดิบเฉลี่ยที่ตลาดสี่มุมเมืองตั้งแต่เดือนมกราคม 2557- พฤศจิกายน 2557 มีราคา 7.8 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาแครอทนอกมีราคา 25.16 บาท/ก.ก. (ส่วนแครอทที่ปลูกในประเทศ ปัจจุบันราคา ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2557 มีราคาสูงถึง 50 บาท/กิโลกรัม) (http://www.taladsimummuang.com/ ) การที่แม่ค้าหรือผู้ปรุงส้มตำใส่แครอทลงไปในจานจึงมาจากเหตุผลอื่นมิใช่จากมะละกอมีราคาแพงแต่อย่างใด
2)ผลผลิตมะละกอของประเทศไทยย้อนหลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 195,373 ตันในปี 2007 เพิ่มขึ้นเป็น 215,000 ตันในปี 2012 (FAOSTAT)
3) ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของมะละกอในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1,576 ก.ก./ไร่ เพิ่มขึ้นเป็นระหว่าง 2,714-2,850 ก.ก./ไร่ ในช่วง 2001-2011 (FAOSTAT)

บราซิลและเม็กซิโกสามารถส่งออกมะละกอมากที่สุดเป็นอันดับ 1-2 ของโลก ในขณะที่มาเลเซียเพื่อนบ้านพรมแดนติดกับประเทศไทยสามารถส่งออกมะละกอมากที่สุดในภูมิภาคและมากเป็นลำดับที่ 5 ของโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาจีเอ็มโอแต่ประการใด

การโหมประโคมข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงดังกล่าวไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือ "ความไม่รู้" เป็นการ "สร้างความหวาดกลัว" ให้กับประชาชนและผู้ตัดสินใจทางนโยบายที่รับฟังแต่ข้อมูลด้านเดียว ทำประเทศถูกบีบให้ต้องเลือกจีเอ็มโอเพื่อแก้ปัญหาทางการเกษตร ทั้งๆที่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า โดยไม่เสี่ยงต่อปัญหาการส่งออก การผูกขาดโดยระบบสิทธิบัตร และการปนเปื้อนทางพันธุกรรมที่ส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นต้น

หมายเหตุ 
1) *วลี "สร้างความกลัว" เป็นวลีที่นักส่งเสริมจีเอ็มโอมักกล่าวหากลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยกับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างไม่จำแนก 
2) **ไบโอไทยมิได้มีเจตนาทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลใดเป็นการเฉพาะ แต่ประสงค์จะชี้ให้เห็นปัญหาของการใช้ "ข้อมูล" ของกลุ่มผู้สนับสนุนจีเอ็มโอบางกลุ่มเพื่อสนับสนุนจีเอ็มโออย่างไม่ถูกต้องเท่านั้
3) ไบโอไทยได้นำเสนอความจริงนี้ในระหว่างการดีเบทในรายการ "เจาะข่าวเด่น" ช่อง 3 แต่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ได้ถูกนำออกอากาศ


ความจริงเรื่องจีเอ็มโอ #9
เกษตรนิเวศ(Ecological Agriculture)ต่างหากที่เป็นทั้งทางเลือกและทางออกของเกษตรกรรม ไม่ใช่จีเอ็มโอที่เดินตามแนวทางเกษตรเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล (monoculture and fossil fuel based-agriculture)

ในขณะที่ถกเถียงว่า "เอาจีเอ็มโอ" หรือ "ไม่เอาจีเอ็มโอ" เราอาจตกอยู่ภายใต้กับดักของการหาเหตุผลสนับสนุนระหว่างระบบเกษตรกรรมที่เป็นอยู่(conventional farming)กับเกษตรแบบจีเอ็มโอโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่จริงๆแล้วระบบเกษตรกรรมที่เป็นอยู่กับจีเอ็มโอมีฐานรากเดียวกันคือเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว(monoculture)ที่พึ่งพาปุ๋ยสารเคมีและมีรากฐานการใช้เชื้อเพลิงดึกดำบรรพ์ในการขับเคลื่อน 

ทางออกที่ดีกว่าในทุกด้านคือ "เกษตรนิเวศ" (Ecological Agriculture) ซึ่งเป็นระบบเกษตรที่ใช้ความรู้เชิงนิเวศเพื่อใช้สำหรับการจัดการการผลิตทางการเกษตร การตลาด และการบริโภคที่เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น การใช้จุลินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพ อินทรีย์วัตถุในการบำรุงดิน การจัดการแมลง/วัชพืชโดยชีววิธี การจัดการผลิตหลากหลายอย่างผสมผสาน (Integrated Farming) เป็นต้น

เกษตรนิเวศ เป็นการให้ความหมายระบบเกษตรในเชิงกว้าง (เช่นเดียวกับคำว่า "เกษตรกรรมยั่งยืน") ดังนั้นจึงรวมรูปแบบการผลิตหลากหลายรูปแบบ เช่น เกษตรอินทรีย์ เกษตรกรรมแบบผสมผสาน วนเกษตรกรรม เป็นต้น เกษตรนิเวศให้ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ และมีความยั่งยืนสูง แต่ไม่ได้รับการส่งเสริมเนื่องจากระบบเกษตรกรรมปัจจุบันถูกครอบงำโดยอุตสาหกรรมเกษตรเชิงเดี่ยวและกลไกเชิงสถาบัน เช่น สถาบันวิจัยระหว่างประเทศ นโยบาย/การบริหาร/การจัดงบประมาณของหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษาด้านการเกษตร หลักสูตรการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย รวมถึงการครอบงำสื่อ ทำให้วิถีเกษตรกรรมนี้ถูกละเลยมานานหลายทศวรรษ

แต่ความล้มเหลวและผลกระทบแง่ลบของเกษตรกรรมตามแนวทางการปฏิวัติเขียว วิกฤติอาหารและพลังงาน และวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทำให้เกษตรนิเวศกลายเป็นทั้ง "ทางเลือก" และ "คำตอบ"ของวิถีเกษตรกรรมในปัจจุบันและอนาคต

มีประสบการณ์ของเกษตรกรภายใต้เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืนในสังคมไทย และทั่วโลกเป็นจำนวนมากที่ยืนยันเหตุผล 10 ประการในแผนภาพว่า ทำไมเกษตรเชิงนิเวศจึงดีกว่าเกษตรกรรมตามแบบแผนปัจจุบันและจีเอ็มโอ

ต่อไปนี้คือตัวอย่าง(เล็กๆน้อยๆ)ของงานศึกษาวิจัยของสถาบันทางวิชาการบางส่วนในประเทศไทยที่่ถอดบทเรียนกรณีการทำนาอินทรีย์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกษตรนิเวศ)ในประเทศไทย

  1. การศึกษาเกษตรกรในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และร้อยเอ็ด รวมจำนวน 476 ราย พบว่า 2547/48 ผลผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์เฉลี่ยต่อไร่(373 กก./ไร่) สูงกว่าผลผลิตข้าวหอมมะลิทั่วไปเฉลี่ยต่อไร่ (334 กก./ไร่) ประมาณ 40 กก./ไร่ (นันทิยา,2547)

  2. การศึกษาเปรียบเทียบเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จำนวน 173 ราย กับเกษตรกรที่ทำเกษตรแบบทั่วไป 157 รายในจังหวัดยโสธร ร้อยเอ็ด และอุบลราธานี พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกข้าวแบบอินทรีย์มีผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยสูงกว่าเกษตรกรที่ปลูกข้าวทั่วไปโดยได้ผลผลิตเฉลี่ย 317.36 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วไปที่ได้ผลผลิตเพียงเฉลี่ย 247.81 กิโลกรัมต่อไร่(สาธิต,2556)

  3. การศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่ถูกผลิตแบบอินทรีย์และแบบทั่วไปในจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าผลผลิตเกษตรกรปลูกข้าวทั่วไปได้ผลผลิตเพียง 276 กิโลกรัมต่อไร่ต่ำกว่าเกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ที่ได้ผลผลิตถึง 295 กิโลกรัมต่อไร่ (สุวัฒน์ และอัญชณา,2554)

  4. การศึกษาเปรียบเทียบของมาฆะสิริ พบว่าผลผลิตข้าวอินทรีย์ที่บ้านศรีจอมแจ้ง ได้ค่าเฉลี่ย 540 ก.ก./ไร่ ในขณะที่การปลูกข้าวขาวทั่วไปนั้นได้ผลผลิตเฉลี่ย 411 ก.ก./ไร่(มาฆะสิริ,2551)

  5. การทดลองในศูนย์วิจัยข้าวที่สุรินทร์พบว่าในช่วง 3 ปีแรกการทำนาอินทรีย์ได้ผลผลิตน้อยกว่าเล็กน้อยแต่เมื่อถึงปีที่ 4 ผลผลิตข้าวอินทรีย์จะดีกว่า ส่วนการทดลองที่สถานีวิจัยข้าวสกลนครพบว่าปลูกข้าวแบบอินทรีย์ได้ผลผลิตข้าวมากกว่า (637 กับ 533 กิโลกรัมต่อไร่) (กรรณิกา และคณะ,2550)

  6. การทดลองเมื่อปี 2552 ของสถาบันวิจัยข้าวปทุมธานีพบว่าการปลูกข้าวโดยวิธีปักดำในแปลงที่ดูแลโดยวิธีเคมีและอินทรีย์นั้น การทำนาแบบอินทรีย์ให้ผลผลิตมากกว่า โดยมีค่าเฉลี่ย 604.04 และ 675.17 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ (อภิชาติ และคณะ,2553)

  7. การสำรวจวรรณกรรมของทีดีอาร์ไอพบว่าต้นทุนการผลิตข้าวอินทรีย์ส่วนใหญ่ต่ำกว่าการทำนาแบบทั่วไป (TDRI,2555)

ฯลฯ

ประเด็น: 
เนื้อหา: