ไบโอไทย ชี้MOU ‘ซีพี-ส.ป.ก.’ ไม่ใช่ทางออก หนุนเกษตรกรปลูกข้าวโพดยั่งยืน

วัน ที่ 8 เมษายน 2558 สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มูลนิธิชีววิถี ชมรมนักข่าวสิ่งเเวดล้อม เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เเละศูนย์ศึกษาความเป็นธรรม คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ จัดเวทีเสวนา ‘ปลาป่น ข้าวโพด หมอกควัน น้ำท่วม และอาหาร’ ณ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผอ.มูลนิธิชีววิถี เปิดเผยในเวทีเสวนา การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดทำโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ระหว่างซีพีกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันและจัดการปัญหาการปลูกข้าวโพดในพื้นที่สูงแม้ว่าจะเป็นความริเริ่มที่ดี แต่มีข้อควรพิจารณาดังนี้

  1. ทุกฝ่ายต้องตรวจสอบและติดตาม โดยหากปรากฎว่ายังมีการส่งเสริมการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและรับซื้อผลผลิตจากพื้นที่ข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่สูงป่าต้นน้ำอยู่เหมือนเดิม เอ็มโอยูนี้จะเป็นแค่เพียงเศษกระดาษช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัท และสร้างความชอบธรรมให้กับการผลิตอาหารสัตว์ที่มาจากการทำลายล้างระบบนิเวศในที่สูงเท่านั้นนอกเหนือจากนี้สังคมไทยและผู้บริโภคต้องร่วมกันกดดันให้เบทาโกรซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหารสัตว์อันดับสองต้องแสดงความรับผิดชอบในระดับเดียวกับซีพีไปพร้อมๆกันด้วย

  2. บทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าผิดหวังที่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าจะมีบทบาทเชิงรุกในการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร และส่งเสริมเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตามความขวัญ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” แต่ประการใด เนื่องจากการลงนามในเอ็มโอยูนี้เป็นเพียงการสนับสนุนให้เกษตรกรยังเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบราคาถูกเพื่อส่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ต่อไป ภายใต้แบบแผนการผลิตนี้ เกษตรกรจะยังคงปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว ยังคงพึ่งพาปุ๋ยเคมี และอาจจะเพิ่มการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้ง "พาราควอท" และ "ไกลโฟเสท" มากยิ่้งขึ้นไปอีก (สารเคมีชนิดแรกมีพิษเฉียบพลันสูงเป็นอันตรายต่อเกษตรกรมากหลายประเทศห้ามใช้แล้ว ส่วนชนิดหลังเป็นสารที่UNเพิ่งประกาศว่าเป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง) การผลิตเช่นนี้มิได้นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร หรือเกษตรกรรมยั่งยืนแต่ประการใด

  3. ทางเลือกที่นำไปสู่การพึ่งตนเองและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่สูงคือ

    • เปลี่ยนจากการผลิตข้าวโพดเชิงเดี่ยวเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสาน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วผสมผสานกับข้าวโพด เลี้ยงหมูหรือไก่พื้นเมือง/สายพันธุ์ที่เหมาะสม โดยนำข้าวโพดมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เองแทนที่จะขายเป็นวัตถุดิบราคาถูก สร้างมูลค่าเพิ่มในพื้นที่การผลิตในพื้นที่สูงโดยใช้พื้นที่น้อยกว่าและไม่ทำลายระบบนิเวศ

    • เปลี่ยนจากการผลิตข้าวโพดเป็นวัตถุดิบ(grain) มาเป็นผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด(seed) จากที่เคยขายข้าวโพดในราคากิโลกรัมละ 5-9 บาท มาเป็นกิโลกรัมละ 50-120 บาท เพิ่มมูลค่าเพิ่มได้นับ 10 เท่าตัว ทำให้ความต้องการใช้พื้นที่สูงลดลง ตัวอย่างเช่นวิสาหกิจชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ที่น้ำแพร่ และเขื่อนผาก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ การผลิตเมล็ดพันธุ์แบบนี้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเป็นเจ้าของกิจการเอง มิใช่การเป็นแค่แรงงานรับจ้างผลิตเมล็ดพันธุ์ในระบบเกษตรพันธสัญญาดังที่เป็นอยู่

    • ส่งเสริมระบบวนเกษตร เช่น การปลูกชาใต้ผืนป่า และรวมถึงการฟื้นฟูระบบไร่หมุนเวียนซึ่งในปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นวิถีเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ในพื้นที่ที่ชุมชนมีความพร้อม

อ่านเอกสารประชาสัมพันธ์ของบริษัทได้ที่
http://cp-enews.com/cp_hotnews_view?topic=431
รายงานข่าวโดยสื่อมวลชน
http://thaipublica.org/2015/04/cp-mou/
คำให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมของมูลนิธิชีววิถี
http://www.isranews.org/isranews-news/item/37786-thaireform080458.html

เนื้อหา: