อิทธิพลของเคมีเกษตรต่อการศึกษาวิจัยและกำหนดนโยบายรัฐไทย

จากสถิติพบว่าการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่ได้ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของพืชเพิ่มขึ้นแต่ประการใด เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนแปลงของปริมาณการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีกับผลผลิตต่อไร่ของสินค้าเกษตรที่สำคัญและมีเนื้อที่เพาะปลูกมาก 4 อันดับแรกคือ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เปรียบเทียบกับปี 2549 พบว่า พืชส่วนใหญ่มีผลผลิตต่อไร่เปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่กลับมีการเพิ่มการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีกลับเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2554 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 74 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 102

ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 พ.ศ.2550-2554 มีการกำหนดเป้าหมายที่จะลดการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรให้ไม่เกินปีละ 3.5 ล้านตัน แต่กลับปรากฏว่าในปีแรกของแผนพัฒนาฯ มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านตัน และเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ในปี 2554 มีการนำเข้าปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรรวม 6.3 ล้านตัน

การผลักดันให้มีนโยบายและมาตรการเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจึงแทบไม่เคยประสบผลสำเร็จ เพราะอิทธิพลของบริษัทปุ๋ยและสารเคมีเกษตรที่นอกจากมีอิทธิในการกำหนดนโยบายของรัฐแล้ว ยังเข้าไปมีบทบาทในสถาบันการศึกษาทางการเกษตร สมาคมทางวิชาการ และการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐต่างๆ

ตัวอย่างภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ จัดพิมพ์หนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการของมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการฝ่ายวิชาการของสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เป็นตัวอย่างเล็กๆของอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจเคมีเกษตรดังกล่าวต่อการศึกษาทางการเกษตร การกำหนดนโยบายการเกษตรของประเทศไทย

เอกสารชื่อ “ปุ๋ยกับการเกษตร” ซึ่งจัดทำโดย ศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

“...การใช้ปุ๋ยและสารเคมีทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกร รวมกับปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นภาพเชิงลบของภาคการเกษตรที่เป็นปัจจัยทำให้เกษตรกรรุ่นใหม่และแรงงานภาคการเกษตรมีแน้วโน้มลดลง อาจกล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรกำลังเติบโตสวนทางกับความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรที่เป็นลูกค้า”

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม ที่สะท้อนความล้มเหลวของการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ที่
www.nic.go.th/gsic/uploadfile/Chemical.pdf

เนื้อหา: