หยุดปัญหาหมอกควันภาคเหนือ เปลี่ยนข้าวโพดเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรยั่งยืนในที่สูง

ตามสถิติในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปี ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในหลายจังหวัดเนื่องจากการขยายตัวของการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์เข้าไปในพื้นที่ป่าและไร่หมุนเวียน โดยยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจน เนื่องจากการแก้ปัญหานี้ต้องมีการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานของรัฐ บริษัทเมล็ดพันธุ์และผู้ผลิตอาหารสัตว์ ชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่

ความล้มเหลวจนปัญหาหมอกควันกลายเป็นปัญหาระดับชาติและเชื่อมโยงส่งผลกระทบต่อปัญหาอื่นๆ เช่น อุทกภัย ภัยแล้ง การชะล้างพังทลายของดิน การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ เกิดขึ้นจากการรวมศูนย์การจัดการทรัพยากรโดยรัฐที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยเอกชนภายใต้การสนับสนุนของบริษัทเอกชน เป็นสำคัญ

ข้อเสนอหลักในการแก้ปัญหา ที่ยังคงส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวในพื้นที่สูงโดยกำหนดเกณฑ์การรับซื้อผลผลิตที่มาจากพื้นที่ซึ่งมีเอกสารสิทธิ จะไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง และไม่สามารถสร้างแบบแผนการผลิต การตลาด และวิถีการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนขึ้นได้ในพื้นที่สูง

ทางออกของการแก้ปัญหาหมอกควันและปัญหาอื่นที่เกิดตามมาเป็นลูกโซ่ ต้องเป็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรกรรมยั่งยืนเชิงระบบ โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยและชุมชน ไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยรัฐและบรรษัทเป็นผู้กำหนดเหมือนที่กำลังดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  1. ในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่มีความลาดชันสูงและอ่อนไหว ต้องสงวนเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติที่รัฐเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลโดยประชาชนมีส่วนร่วม
  2. รัฐต้องส่งเสริมบทบาทชุมชนในการดูแลบริหารป่าชุมชนให้มากยิ่งขึ้น โดยชุมชนจะได้ประโยชน์จากป่าซึ่งเป็นที่มาของปัจจัยสี่ และเศรษฐกิจของท้องถิ่น จากหน่อไม้ เห็ด ผักพื้นบ้านจากป่า ฯลฯ โดยรัฐเป็นฝ่ายสนับสนุนทางวิชาการและอื่นๆให้ป่าชุมชนเป็นทั้งแหล่งค้ำจุนทางนิเวศและส่งเสริมวิถีชีวิตที่ยั่งยืนของชุมชน การศึกษาเป็นจำนวนมากพบว่า ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของประชาชนที่ได้ประโยชน์จากป่าชุมชนสูงยิ่งกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งยังสามารถรักษาป่าไว้ได้ดีกว่าฝากป่าไว้กับหน่วยงานของรัฐโดยลำพัง
  3. ในพื้นที่เกษตรกรรมบนพื้นที่สูงไม่ควรปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวราคาถูกเพื่อป้อนวัตถุดิบให้โรงงานอาหารสัตว์อีกต่อไป เพราะไม่ได้ทำให้เกิดระบบเกษตรที่ยั่งยืนและไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของเกษตรกรเข้มแข็ง อีกทั้งบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้องถูกต่อต้านจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ

รูปแบบของการผลิตที่ยั่งยืน ที่เหมาะสมมีหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • ไร่หมุนเวียน-ในพื้นที่ที่ชุมชนท้องถิ่นเรียกร้องและมีความพร้อมควรสนับสนุนให้มีระบบไร่หมุนเวียน ระบบการผลิตนี้ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นต้นกำเนิดของความหลากหลายทางชีวภาพ-ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งนี้โดยรัฐต้องสนับสนุนให้โฉนดชุมชนแก่ชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นหลักประกันด้านสิทธิที่ยั่งยืนแก่ชุมชนและป้องกันมิให้ที่ดินถูกเปลี่ยนมือไปยังเอกชนภายนอก
  • วนเกษตร-ในพื้นที่ที่เหมาะสมควรปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น กาแฟ ชา เมี่ยง ไม้ผลพื้นเมือง ผักพื้นเมือง สมุนไพร ฯลฯ ร่วมกับไม้ยืนต้น
  • ปลูกข้าวโพดสลับกับกระถินหรือพืชตระกูลถั่วอื่นๆในแนวระดับ-หากเกษตรกรประสงค์จะปลูกข้าวโพดต่อไป ควรส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืนในรูปแบบนี้มากกว่าการผลิตเชิงเดี่ยว โดยผลผลิตจากข้าวโพดและผลผลิตจากพืชตระกูลถั่วควรนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงสัตว์เอง เช่น ไก่พื้นเมือง หรือหมูพื้นบ้าน ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงกว่าจากมูลค่าเพิ่มที่ได้จากระบบเกษตรแบบผสมผสานดังกล่าว

อย่างไรก็ตามระบบเกษตรในข้างต้น จำเป็นต้องส่งเสริม พัฒนา ให้เกษตรกรรุ่นใหม่ สหกรณ์ ผู้ประกอบการในท้องถิ่น หรือประกอบการจากภายนอก เข้ามาเชื่อมโยงในการนำผลผลิตไปแปรรูปหรือจำหน่าย โดยบทบาทของรัฐและองค์กรท้องถิ่นควรทำหน้าที่ในการสนับสนุนและส่งเสริมมากขึ้น

หากนึกอะไรไม่ออกว่า "รัฐ" ควรดำเนินการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างไรได้บ้าง ขอให้นึกถึงมาตรการทั้งหลายแหล่ที่รัฐกำลังอุ้มชูกลุ่มทุนขนาดใหญ่และกลุ่มทุนข้ามชาติขณะนี้ เช่น ให้เช่าที่ดิน 99 ปี ลดภาษีนิติบุคคล ลดภาษีวัตถุดิบ สร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆมารองรับการลงทุน ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ เลิกหรือลดการสนับสนุนดังกล่าวเสียแล้วหันมาสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กเหล่านี้แทน

ประเด็น: 
เนื้อหา: