นโยบายเกษตรเพื่อทุน เบื้องหลังการล่มสลายของเกษตรกรรายย่อย

ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวโพด มันสำปะหลัง และรวมถึงข้าว(ในกรณีปลายข้าว) เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐที่เอื้ออำนวยต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมเกษตรยักษ์ใหญ่เป็นสำคัญ

ในกรณีข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ ทิศทางใหญ่ในการแก้ปัญหาของรัฐไปในทิศทางการเอื้ออำนวยต่อกลุ่มอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และเมล็ดพันธุ์ เช่น แทนที่จะดำเนินโครงการลดการใช้ปัจจัยการผลิตดังกล่าวดังกรณี "โครงการ 3 ลด 3 เพิ่ม" ของเวียดนาม กระทรวงเกษตรฯกลับเปิดตัวประชารัฐเกษตรโดยการลงนามเอ็มโอยูกับบรรษัทเกษตรยักษ์ใหญ่ "ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยและสารเคมีและเมล็ดพันธุ์อย่างมีคุณภาพ"แทน

ข้าวโพด มันสำปะหลัง ซึ่งมีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องรวมกันมากกว่า 1 ล้านครอบครัว ราคาดิ่งเหวเพราะรัฐอนุญาตให้อุตสาหกรรมอาหารนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่จำกัดจำนวนและระยะเวลาการนำเข้า และนำเข้าข้าวสาลีหลายล้านตันเพื่อใช้เป็นอาหารสัตว์โดยไม่ต้องเสียภาษี ทั้งๆที่ควรจะเสียภาษีในอัตรา 27% การนำเข้าข้าววัตถุดิบอาหารสัตว์ดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อข้าวโพดและมันสำปะหลังเท่านั้น แต่มีผลกระทบต่อราคาปลายข้าว(ซึ่งใช้เป็นอาหารสัตว์)และส่งผลกระทบให้ราคาข้าวเปลือกลดลงตามไปด้วยส่วนหนึ่ง

เมื่อราคาข้าวตกต่ำ แทนที่จะมีเป้าหมายการแก้ปัญหาโดยการส่งเสริมการเกษตรผสมผสานที่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ หรือจัดทำโครงการในการลดการใช้ปัจจจัยการผลิตลงอย่างเอาจริงเอาจัง หน่วยงานของรัฐกลับทำเอ็มโอยูกับกลุ่มบรรษัทเพื่อลดพื้นที่ปลูกข้าว และส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอ้อยเพื่อตอบสนองต่อกลุ่มทุนในคณะกรรมการประชารัฐแทน

ในขณะที่เกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อทำการเกษตรในอัตราตั้งแต่ 7% ขึ้นไป แต่ผู้ที่เข้าร่วมเมนูที่เอื้ออำนวยต่อกลุ่มทุนจะได้รับการสนับสนุนดอกเบี้ยเงินกู้ โดยจ่ายดอกเบี้ยเพียง 0.01%-4% แล้วแต่โครงการ

ปัญหาความล้มเหลวของเกษตรกรรายย่อยที่ปรากฎขึ้นมิได้มีเงื่อนไขจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกตกต่ำเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐที่ตอบสนองต่อกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่การเกษตรเป็นสาเหตุสำคัญด้วย

เนื้อหา: