ชาวนามองต่างมุม"มาร์ค" หนุนจำนำ-ค้านประกันข้าว

สุนทร พงษ์เผ่า

 

จังหวัด พระนครศรีอยุธยาถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศไทย ดังคำพูดที่ติดปากว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" พื้นที่ของเมืองกรุงเก่าทั้งจังหวัดมี 1.5 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่การเกษตรถึง 1 ล้านไร่ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็เป็นทุ่งนาสำหรับทำนาปรังและนาปี โดยในแต่ละปีมีพื้นที่สำหรับทำนาปรังประมาณ 600,000 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 400,000 ไร่ ไม่เหมาะที่จะทำนาปรัง เพราะเป็นที่ลุ่มชาวนาก็ใช้ทำนาปีเหมือนเดิม ส่วนผลผลิตของข้าวเปลือกใน จ.พระนครศรีอยุธยา หากเป็นข้าวนาปรังอยู่ที่ประมาณ 80-100 ถัง/ไร่ หรือเกือบ 1 ตันแล้วแต่สภาพความสมบูรณ์ของน้ำ และการดูแลของชาวนารวมถึงพันธุ์ข้าว สำหรับข้าวนาปีผลผลิตจะน้อยกว่า อยู่ที่ประมาณ 60-80 ถัง/ไร่

นอกจากนี้ ยังพบว่านาปรังในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนใหญ่ทำกันอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี แต่หากน้ำสมบูรณ์ดีและไม่เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับทุ่งนาปี ก็จะสามารถทำได้ 5 ครั้ง/2 ปี ที่สำคัญทางจังหวัดยังส่งเสริมการทำนาปรังปีละ 4 ครั้ง ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดที่ให้ท้องถิ่น และหน่วยงานกรมชลประทานบูรณาการการทำงาน เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาทำนาปรังได้ปีละ 4 ครั้ง โดยใช้พันธุ์ข้าวไวแสง สำหรับนาปีก็ยังคงมีการทำในรูปแบบเดิมคือ 1 ครั้ง/1 ปี โดยรวมแล้วในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จังหวัดเดียวมีผลผลิตออกมาไม่ต่ำกว่า 1 ล้านตัน/ปีแน่นอน หากคำนวณง่ายๆ ราคาข้าวที่ 10,000 บาท/ตัน จะมีเงินหนุนเวียนเฉพาะเรื่องข้าวไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท/ปี เช่นกัน

ล่าสุด รัฐบาลประกาศชัดเจนจะล้มเลิกโครงการรับจำนำข้าว ที่เคยดำเนินการนานานตั้งแต่สมัยของรัฐบาลชุดเก่าๆ และประกาศกำหนดใช้โครงการประกันราคาข้าวแทน โดยอ้างว่ามีการทุจริตในระบบของโครงการรับจำนำข้าวในหลายรูปแบบ อาทิ ทุจริตในประเด็นการสวมสิทธิชาวนา โดยกลุ่มนายทุน โรงสี ร่วมกับชาวนาที่หลงผิด ให้ชาวนาที่เข้าร่วมขบวนการไปขึ้นทะเบียน เพื่อขอจำนำข้าวตามโควต้ารายละไม่เกิน 350,000 บาท หรือที่ประมาณ 35 ตัน/ราย ซึ่งในความเป็นจริงชาวนารายนั้นปลูกข้าวได้ผลผลิตไม่ถึง 35 ตัน จำนวนข้าวเปลือกส่วนต่าง กลุ่มนายทุนหรือโรงสีก็จะไปหามาสวมสิทธิเพื่อให้ได้ราคาสูงเท่าราคาจำนำ


ดัง นั้น การให้ชาวนาในแต่ละจังหวัดทยอยมาขึ้นทะเบียนแจ้งจำนวนการปลูกหรือผลิตข้าว ตามโครงการประกันราคาข้าวที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ จึงเป็นที่จับตามองว่าจะไม่เป็นการเปิดช่องให้กลุ่มนายทุน โรงสี ร่วมกับชาวนาที่หลงผิด แห่มาขึ้นทะเบียนแจ้งยอดการปลูกข้าวสูงเกินความเป็นจริง จากนั้น ก็ฉวยโอกาสการสวมสิทธิหาผลประโยชน์ เฉกเช่นโครงการจำนำข้าวอีกหรือไม่

เกี่ยว กับเรื่องนี้ "วิเชียร พวงลำเจียก" อุปนายกสมาคมชาวนาไทย ไขขานว่า ประเด็นที่รัฐบาลอ้างนั้นอาจเป็นจริงในบางส่วน แต่ขบวนการสวมสิทธิชาวนานั้น บอกตามตรงอาจเกิดขึ้นได้ในพื้นที่จังหวัดรอยต่อชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อน บ้าน ซึ่งพอจะหาข้าวเปลือกจากต่างประเทศเข้ามาได้เท่านั้น หากเป็นพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา แม้จะสามารถดำเนินการสวมสิทธิได้ แต่ในความเป็นจริงใครจะไปทำ เพราะไม่คุ้ม ด้วยราคาข้าวเปลือกในท้องตลาด และราคารับจำนำใกล้เคียงกันมาก ในกรณีที่รัฐยังคงใช้โครงการรับจำข้าว

อุปนายกสมาคมชาวนาไทยแจกแจง ด้วยว่า อีกประเด็นชาวนาในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา และภาคกลางส่วนใหญ่ทำนาเกินโควต้าที่เปิดรับการจำนำข้าวต่อรายแน่นอน แล้วจะมีโควต้าที่เหลือไปให้นายทุนได้อย่างไร ส่วนที่มีการมองว่ากรณีไม่ใช่ชาวนาแล้วไปแจ้งเป็นชาวนาได้หรือไม่ ตอบว่า แทบจะไม่มี เพราะการแจ้งเป็นชาวนา เพื่อเข้าโครงการรับจำนำข้าวต้องมีผู้ใหญ่บ้านรับรอง

ในตัวเลขความ เป็นจริง ส่วนใหญ่ชาวนาอยุธยาปลูกข้าวกันประมาณ 50-60 ไร่ บางรายเกือบ 100 ไร่ สูงสุดอันดับต้นๆ ก็ที่ทุ่งภูเขาทอง ทำกันสูงถึง 350 ไร่ เชื่อหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะทำนาเท่าไร รัฐบาลก็จัดโควต้าให้เข้าโครงการรับจำนำข้าวได้ที่ 350,000 บาท หรือ 35 ตันเท่านั้น


หาก คิดค่าเฉลี่ยทำนาปรังที่ 50ไร่/ราย ผลผลิตที่ 50 ตัน ชาวนารายนี้จะสามารถนำข้าวเปลือกที่ปลูกมาได้ไปเข้าโครงการรับจำนำข้าวได้ 35 ตัน ส่วนที่เหลือ 15 ตัน ก็ต้องขายในท้องตลาด นั่นหมายความว่าผลผลิตที่ออกมาประมาณ 70% จะเข้าสู่โครงการรับจำนำข้าวของรัฐ ซึ่งได้ราคาดีที่ประมาณ 11,800 บาท

ส่วน ข้าวเปลือกอีก 30% ที่เหลือก็จะไหลลงสู่ท้องตลาด ซึ่งถือว่าเป็นข้าวจำนวนน้อยกว่าจำนวนข้าวที่ถูกรัฐซื้อไป ทำให้ปริมาณข้าวเปลือกในท้องตลาดมีน้อยกว่าในมือรัฐ พ่อค้าข้าวหรือโรงสีก็ต้องแย่งกันซื้อข้าวเปลือกจำนวน 30% นี้ ทำให้ราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดช่วงที่รัฐยังดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก นั้น สูงใกล้เคียงกับราคาโครงการการรับจำนำ และเมื่อข้าวในราคาท้องตลาดและราคาโครงการรับจำนำข้าวมีราคาใกล้เคียงกัน ชาวนาก็ชื่นชอบ

"31 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา เป็นวันสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าว เมื่อสิ้นสุดแล้วก็หมายถึงไม่มีการรับจำนำข้าว ข้าวเปลือกประมาณทั้ง 100% ที่เก็บเกี่ยวในช่วงนั้น ก็ไหลลงสู่ท้องตลาดทั่วไป ทำให้พ่อค้าข้าวและโรงสีกดราคารับซื้อมาที่ 6,000-7,000 บาท/ตันเท่านั้น ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า หากจะให้ข้าวเปลือกราคาดี ต้องคงโครงการรับจำนำข้าวไว้"

ต่อข้อถามหากนำโครงการประกันราคาข้าว มาใช้จะไม่ดีหรือ "วิเชียร" ยืนยันว่า ไม่ดีแน่นอน เพราะหากคิดตามแบบชาวนาไม่ต้องซับซ้อนเหมือนพวกนักวิชาการสายรัฐบาล โดยโครงการประกันราคาข้าว เชื่อว่ารัฐจะประกาศหลักเกณฑ์ว่า จะให้สิทธิชาวนาเข้าร่วมโครงการประกันราคาข้าวที่ 200,000 บาท หรือ 20 ตัน/รายเท่านั้น ซึ่งหากคิดเท่าเดิมคือชาวนาปลูกข้าวเฉลี่ยรายละ 50 ไร่ ผลผลิตที่ 50 ตัน แสดงว่าจะมีข้าวเปลือกเข้าโครงการประกันราคาข้าวที่ 20 ตัน หรือที่ 40% ส่วนที่เหลือ 30 ตัน หรือ 60% จะต้องไหลลงสู่ท้องตลาด

" ไม่ต้องให้นักเศรษฐศาสตร์มาคิดคำนวณหรอก เห็นกันชัดว่าข้าวเข้าในมือรัฐ 40% และไหลลงสู่ท้องตลาด 60% แบบนี้ ข้าวเปลือกก็ออกถึงมือพ่อค้าข้าวและโรงสีจำนวนมากกว่าที่เข้าในมือรัฐ พ่อค้าข้าวและโรงสีทั่วไปก็จะฉวยโอกาสกดราคารับซื้อแน่นอน ทุกอย่างเห็นกันชัดเจนอยู่ แล้วแบบนี้โครงการประกันราคาข้าวจะดีได้อย่างไร หากรัฐบาลจะช่วย และบอกว่า โครงการประกันราคาข้าวดี รัฐบาลต้องประกันราคาข้าวทั้ง 100%เลย หรือประกันราคาข้าวทั้ง 50 ไร่ ที่ชาวนาทำนาปลูกข้าว ซึ่งในความเป็นจริงรัฐบาลไม่ทำอยู่แล้ว"

ส่วน ประเด็นการสวมสิทธิชาวนา ที่รัฐบาลมาอ้างว่าเป็นการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น "วิเชียร" ชี้ว่า ชาวนาตกเป็นแพะรับบาป เพราะการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวนั้น ทุจริตกันในโกดังที่เก็บข้าวเหลือ ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวไปตกอยู่ในมือของรัฐแล้ว รัฐต้องไปแก้ไขการทุจริตในช่วงที่ข้าวไปตกอยู่ในมือของรัฐ ไม่ใช่มาโทษว่าชาวนาทุจริต

"วิเชียร" ยังร่ายยาวถึงการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ว่า มีการเพิ่มหลักเกณฑ์มากมาย ทำให้การขึ้นทะเบียนลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะชาวนาที่เช่าที่นาจากนายทุนเขาทำกิน จะไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพราะตามระเบียบการขึ้นทะเบียนต้องแสดงหลักฐานการเช่าที่นาและเลขโฉนดที่นา แต่ปัจจุบันชาวนาไทยเป็นเพียงผู้เช่าแบบปากเปล่า อีกทั้งวันเดือนปีก็ไม่เคยพบเจ้าของที่นาซึ่งเป็นนายทุนใหญ่คนไทย หรือนอมินี ทำให้ยากลำบากในการแสวงหาหลักฐานตรงนี้มาประกอบการขึ้นทะเบียน

ที่มา : มติชน  18 ก.ย. 52