เมื่อราคาข้าวตกต่ำมักจะมองเพียงปรากฎการณ์และแก้ปัญหาที่ปรากฎการณ์ แต่กลับมองข้ามปัญหาสำคัญที่เป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญที่ทำให้ชาวไร่ชาวนาไม่อาจหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นได้โดยง่าย

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในระบบเกษตรกรรมคือสิทธิและความเป็นเจ้าของที่ดินและการเข้าถึงแหล่งน้ำ

ปัญหาที่ดินทำกินและการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตรได้ เป็นปัญหาพื้นฐานเชิงโครงสร้างที่สำคัญของภาคเกษตรกรรมไทย

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรระบุว่า ครัวเรือนเกษตรทั้งหมด 5.9 ล้านครัวเรือนนั้น มีที่ดินของตนเองเพียง 48 % และไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง 52 % (สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2558) โดยในส่วนของเกษตรกรที่มีที่ดินเป็นของตนเองนั้น ยังเป็นที่ดินที่ติดจํานองมากถึง 29.731ล้านไร่ ขายฝาก 0.116 ล้านไร่ (รวมเกษตรกรที่มีสถานะความไม่มั่นคงในที่ดินของตนเองมากถึงร้อยละ 41.66 ของเกษตรกรที่มีที่ดินทั้งหมด)

จากสถิติพบว่าพื้นที่เช่าที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 14.09 ล้านไร่ ในปี 2524 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 29.25 ล้านไร่ ในปี 2556 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15.16 ล้านไร่ ในช่วงประมาณ 3 ทศวรรษ เฉพาะชาวนากลุ่มเดียวมีผู้เช่ามากถึง 4.52 แสนราย รวมเนื้อที่ประมาณ 8.41 ล้านไร่ (อาทิตยา, 2560)

ในหลายจังหวัดของภาคกลางตอนล่าง ชาวนาต้องจ่ายค่าเช่านา ทำให้ต้นทุนสำหรับชาวนาเพิ่มขึ้น ตัวอย่างค่าเช่า เช่น จ.อ่างทอง ต้องจ่ายค่าเช่านา 870 – 1,740 บาท/ไร่/ฤดูกาล จ.สุพรรณบุรี 1,305 – 1,740 บาท /ไร่/ฤดูกาล จ.พิจิตร คือ 1,000 – 2,000 บาท/ไร่/ฤดูกาล (อาทิตยา, 2559)

ปัญหาการเข้าถึงแหล่งน้ำก็สำคัญพอๆกัน

ประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้น 33,528,894 ไร่ แยกเป็นโครงการขนาดใหญ่ 17,949,782ไร่ โครงการชลประทานขนาดกลาง 6,987,752ไร่ โครงการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็ก 8,591,360 ไร่ รวมพื้นที่ชลประทาน 33.53 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 22.46% ของพื้นที่เกษตรกรรม แต่หากคิดเป็นสัดส่วนจากพื้นที่ชลประทานที่รับประโยชน์รวม 23,614,766 ไร่ จะพบว่าพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 16% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมดเท่านั้น (กรมชลประทาน,2561)

ส่วนงานศึกษาจากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่าเกษตรกรจำนวนประมาณ 58% ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำ(ในทุกประเภท) ตามภาพ (Attavanich W. et al.,2019)

งานศึกษาเปรียบเทียบเฉพาะในพื้นที่ปลูกข้าวโดยสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ พบว่าสัดส่วนพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ปลูกข้าวของไทย อยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนหลายเท่าตัว จากการเปรียบเทียบเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มีพื้นที่นาชลประทานมากถึง 74.5%, 65.35%, 64.16% และ 60.52% ตามลำดับ ในขณะที่ไทยมีพื้นที่นาชลประทานเพียง 23.4% เท่านั้น (IRRI-2002) และแม้ว่าจะผ่านพ้นมาเกือบ 2 ทศวรรษ สัดส่วนของพื้นที่ชลประทานในพื้นที่ปลูกข้าวของไทยก็แทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย

ปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของพืชสำคัญ เช่นข้าวของไทย มีผลผลิตแทบจะต่ำที่สุดในอาเซียน งานศึกษาพบว่า ผลผลิตข้าวในเอเชียใต้จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า จาก 2.7 ตันต่อแฮกตาร์ เป็น 5.4 ตันต่อแฮกตาร์ และในเอเชียตะวันออกจะเพิ่มขึ้นจาก 4 ตันต่อแฮกตาร์ เป็น 6.8 ตันต่อแฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้น 70% (Mukherji and Facon ,2009) หากมีระบบชลประทาน

ทั้งปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งมีผลต่อต้นทุนการผลิตและผลิตภาพทางการเกษตรของเกษตรกรในประเทศไทย ซึ่งในภาพใหญ่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตข้าวของไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดข้าวมากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะที่เกษตรกรต้องประสบปัญหาขาดทุน ไม่สามารถอยู่รอดได้หากปราศจากการแก้ปัญหาระยะยาว

จากการศึกษาของสมพร อิศวิลานนท์ (2018) พบว่า ชาวนาไทยมีต้นทุนการผลิตข้าว 7,452 บาทต่อตัน (Somporn and Piyatat, 2013) อินเดีย 5,718 บาท/ตัน (Dillip, 2018) เวียดนาม 5,615 บาท/ตัน (Nguen Tri Khiem, 2013) พม่า 4,353 บาท/ตัน (Kyaw Myint, 2013)

แค่ข้อมูลเบื้องต้นนี้คงทำให้แลเห็นแล้วว่า ทุกข์ของชาวนาชาวไร่นั้นมีสาเหตุหลักและเบื้องหลังอย่างไร และที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันเราแก้ปัญหานั้นถูกต้องตรงจุดหรือไม่อย่างไร ?

แน่นอนว่ายังมีสาเหตุใหญ่อย่างอื่นอีก ซึ่งเราจะนำเสนอเป็นลำดับต่อไป