รัฐและกลไกของรัฐปกป้องสาเหตุการระบาดของโรค สร้างภาพว่าประเทศไทยเป็น “โอเอซิสของการปลอดโรคระบาดในเอเชีย” เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บรรษัทยักษ์ใหญ่กอบโกยผลกำไรจากการส่งออกหมู เช่นเดียวกับการปกปิดโรคไข้หวัดนกเพื่อปกป้องการส่งออกและการค้าไก่เมื่อสองทศวรรษที่แล้ว

ก่อนการระบาด ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เป็นของบริษัทขนาดใหญ่ยิ่งกว่าเกษตรกรรายย่อยอยู่แล้ว แต่ระหว่างการระบาดและหลังการระบาด มีแนวโน้มว่าเกษตรกรรายย่อยจะยิ่งถูกเบียดขับออกไปจากภาคการเลี้ยงสัตว์ ห่วงโซ่การผลิตเนื้อสัตว์จะกลายเป็นของบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นทางวัตถุดิบอาหารสัตว์ไปจนถึงปลายทางจะถูกผูกขาดรวมศูนย์มากยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า

น่าอนาถที่สถาบันด้านการศึกษาและวิจัยด้านสัตว์ก็พลอยอ่อนแอ ปล่อยให้หน่วยงานรัฐปกปิดความจริงจนการเลี้ยงสัตว์ของประเทศพังทลาย ทั้งๆที่มีหลายมหาวิทยาลัยและสถาบันมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจสอบวิเคราะห์โรคระบาดนี้ได้ จนการระบาดเกิดขึ้นต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยและผู้บริโภคมากกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา อิสรภาพของสถาบันวิจัยสาธารณะในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ควรพูดถึงมากกว่าที่เป็นอยู่

หลายคนตั้งคำถามต่อบทบาทของสื่อไม่เว้นแม้แต่สื่อออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ แต่สถาบันทางสังคมเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มเป้าหมายของกลยุทธ “การบริหาร ประชาสัมพันธ์ ด้านภาพลักษณ์องค์กร” ของบรรษัทยักษ์ใหญ่ไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน

ในขณะที่เราเห็นผู้นำของรัฐบาล กลไกของรัฐ และสถาบันทั้งหลายตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริษัทยักษ์ใหญ่ สังคมไทยต้องไม่อ่อนแอ โดยสนับสนุนสื่อ นักวิจัย นักวิชาการอิสระให้ทำหน้าที่เปิดเผยความจริง ตรวจสอบกลไกของรัฐและผู้นำทางการเมือง ไม่ปล่อยให้อิทธิของบริษัทยักษ์ใหญ่ครอบงำและมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง

ร่วมกันขุดคุ้ยเบื้องหลังการปกปิดการระบาด ASF จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยตาสว่างมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างระบบการเมืองและนโยบายทางเศรษฐกิจในอนาคตเพื่อคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เอื้ออำนวยบริษัทขนาดใหญ่เหมือนที่เคยเป็นและกำลังเป็น

ที่มา : BIOTHAI Facebook