สถานการณ์ฝุ่นพิษในประเทศไทยอาจเลวร้ายที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Krishna Vadrevu นักวิจัยจาก NASA Marshall Space Flight Center และคณะ เผยแพร่งานวิจัยชิ้นสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาเผาไหม้ชีวมวลในเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ในวารสาร Nature เมื่อเร็วๆนี้ (29 ตุลาคม 2565)

แผนภาพดาวเทียมแสดงจุดเผาไหม้ เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยอยู่ภายใต้ฝุ่นพิษจากการเผาไหม้ทั้งที่เกิดในประเทศไทยเองและเพื่อนบ้าน โดยการเผาไหม้สูงสุดเกิดขึ้นในประเทศพม่า 409,866 จุด ประเทศไทยรองลงมาที่ 219,482 จุด อันดับ 3 และ 4 คือเพื่อนบ้านใกล้ชิดของเราคือ กัมพูชา 200,712 จุด และลาว 177,161 จุด (โปรดดูแผนที่)

ภาพจาก NASA เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ในประเทศไทยน่าจะสาหัสสุดเมื่อเปรียบเทียบกับการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นใน 2 ภูมิภาคสำคัญของเอเชีย เพราะนอกจากผลิตฝุ่นพิษเองแล้วยังได้มลพิษที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย

การวิเคราะห์ของ NASA ระบุว่าการเผาไหม้ในประเทศไทยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรมากกว่าพื้นที่ป่ายกเว้นปี 2020 ที่พื้นที่ป่ามากกว่าเล็กน้อย

พื้นที่เผาไหม้เปรียบเทียบไทยและเพื่อนบ้านอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

การเผาในประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงยกเว้นลาวเกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 1 ใน 3 แต่โชคร้ายที่พื้นที่เกษตรกรรมเช่นข้าวโพดในพม่า หรือ อ้อยในกัมพูชาดันอยู่ใกล้ชายแดนประเทศไทย และมีเอกชนยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและลงทุนเพื่อผลิตวัตถุดิบและแปรรูปของพืชอุตสาหกรรมดังกล่าว

ฝุ่นพิษภาคเหนือ มาจากไหน?

ปัญหาฝุ่นพิษที่สร้างความทุกข์ยากต่อประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยส่วนหนึ่งมาจากฝุ่นพิษข้ามพรมแดน

GISTDA เผยข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ของวันที่ 9 มีนาคม 2566 ไทยพบจุดความร้อน จำนวน 1,533 จุด ในขณะที่พม่ายังนำโด่งจำนวน 5,743 จุด ลาว 2,412 จุด กัมพูชา 1,622 จุด เวียดนาม 396 จุด และมาเลเซีย 33 จุด

กรีนพีซระบุว่า จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของกรีนพีซที่ทำร่วมกับศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าในช่วงปี 2558-2563 พื้นที่ป่า 10.6 ล้านไร่ในประเทศที่อยู่ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงถูกทำลายและกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพด ในจำนวนนี้ราว 5.1 ล้านไร่ อยู่ในประเทศลาวตอนบน รองลงมาคือรัฐฉานของเมียนมา (2.9 ล้านไร่) และภาคเหนือตอนบนของไทย (2.5 ล้านไร่) การขยายตัวอย่างรวดเร็วของพื้นที่เกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างไร่ข้าวโพด ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เผาไหม้และจุดความร้อนที่ทำให้เกิดการกระจายตัวและเพิ่มความเข้มข้นของมลพิษ PM2.5 อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่า ราว 2 ใน 3 ของจุดความร้อนที่พบในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยู่ในพื้นที่ป่าและ ราว 1 ใน 3 (ของจุดความร้อน) พบในพื้นที่ปลูกข้าวโพด

จากการติดตามข้อมูลการนำเข้าของไบโอไทยพบว่า ในปี 2564 ประเทศไทยนำเข้าข้าวโพดเพื่อเป็นอาหารสัตว์รวม 1.83 ล้านตัน มูลค่า 407.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแหล่งนำเข้ามากที่สุดคือพม่า มีปริมาณนำเข้า 1.79 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 97.8% ของปริมาณการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย โดยที่เหลือเป็นการนำเข้าจากลาวประมาณ 0.6% และกัมพูชา 0.3% (ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร)

พม่ามีกำลังการผลิตข้าวโพดประมาณ 2.57 ล้านตัน (ที่มา : World Grain) นั่นหมายความว่าผลผลิตส่วนใหญ่ในการส่งออกของพม่า (69.65%) เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมานั้น เป็นการส่งออกมายังประเทศไทย

โดยการนำเข้าข้าวโพดจากพม่าเป็นการนำเข้าข้าวโพดที่มีอัตราภาษี 0% ตาม ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) รัฐบาลอนุญาตให้ อคส. นำเข้าได้ตลอดทั้งปี และผู้นำเข้าทั่วไป นำเข้าได้ระหว่าง 1 ก.พ. – 31 ส.ค. ของทุกปี

พื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่ของพม่า (56%) อยู่ในรัฐฉาน (โปรดดูภาพประกอบ) ซึ่งเป็นบริเวณติดกับพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยที่กำลังเผชิญฝุ่นพิษจนหลายจังหวัดติดอันดับพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกไปแล้วในปัจจุบัน

อนึ่ง ผู้เล่นรายใหญ่ในการผลิตข้าวโพดและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดคือ Charoen Pokphand Produce Myanmar (CP Myanmar) ซึ่งผู้บริหารระบุว่าซีพีมีส่วนแบ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในพม่าคิดเป็นสัดส่วน 40% ของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในประเทศนั้นทั้งหมด ในขณะที่ USDA ประเมินว่าสัดส่วนที่เป็นเมล็ดพันธุ์ไฮบริดนั้น ซีพีเป็นผู้ครอบครองตลาดเกือบทั้งหมดในพม่า (USDA GAIN report)

ซีพีเป็นบริษัทอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และส่วนแบ่งตลาดอาหารสัตว์รายใหญ่ในประเทศไทย (มากกว่า 32% ในขณะที่อันดับ 2, 3 และ 4 ได้แก่แหลมทอง เบทาโกร กรุงไทย มีส่วนแบ่งตลาดเพียงรายละ 6% เท่านั้น ) ในขณะที่ซีพีและมอนซานโต้ซึ่งเป็นพันธมิตรธุรกิจมีส่วนแบ่งตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในประเทศไทยเกินครึ่งหนึ่ง

การแก้ปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นในบริเวณเขตแดนประเทศไทยเอง และที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเอกชนรายใหญ่ในประเทศไทย นี่จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลไทยที่จะต้องเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรง

อุตสาหกรรมพืชเชิงเดี่ยว สาเหตุและปัญหาหลายทศวรรษ

การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นพิษสำคัญในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา เกิดจากการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดและอ้อยทั้งในประเทศไทยและขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน พื้นที่่จุดความร้อนซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นมาจากการเผาในพื้นที่เกษตรและป่าไม้เป็นส่วนใหญ่ โดยประมาณ 1 ใน 3 ถึง ครึ่งหนึ่งของจุดเผาไหม้เกิดจากพื้นที่เกษตรกรรมเป็นสำคัญ

ภาคเหนือได้รับผลกระทบจากการเผาในพื้นที่ข้าวโพด เช่นเดียวกับภาคตะวันตกได้รับผลกระทบจากพื้นที่ปลูกอ้อย

ตัวอย่างเช่น นโยบายเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อย โดยการสนับสนุนเงินให้เปล่าแก่เกษตรกรที่เปลี่ยนแปลงการเกษตรรูปแบบอื่นเป็นอ้อย ทั้งแถมเงินกู้ดอกเบี้ยเพียง 0.01% สำหรับอ้อยแปลงใหญ่ ทำให้พื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นถึง 3 ล้านไร่ ระหว่างปี 2557-2562 ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาฝุ่นพิษแพร่กระจายจนกลายเป็นปัญหาในภาคกลางและกรุงเทพมหานครจนมาถึงปัจจุบัน

กลุ่มอุตสาหกรรมข้าวโพดอาหารสัตว์และน้ำตาลของไทยยังมีบทบาทสำคัญในการขยายการผลิตและธุรกิจไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง เช่น ในปีที่ผ่านมาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของพม่า 70% ถูกส่งออกมาป้อนโรงงานอาหารสัตว์ บริษัทใหญ่ได้กำไรจากการส่งออกเนื้อสัตว์ แต่ประชาชนไทยได้รับผลพวงจากฝุ่นพิษ

สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำมีสองเรื่อง

ประการแรก คือการแก้ปัญหาต้นตอของฝุ่นพิษที่เกิดในประเทศตนเองก่อน โดยกดดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมทั้งสองกลุ่มยุติการสนับสนุนทางอ้อมในการผลิตที่อาศัยการเผาเพื่อความสะดวกในการเตรียมพื้นที่ปลูกข้าวโพดและเก็บเกี่ยวอ้อย โดยใช้เงินมหาศาลของรัฐที่อุดหนุนสินค้าเกษตร (ซึ่งเท่ากับเป็นการอุดหนุนอุตสาหกรรมการผลิตพืชเชิงเดี่ยวดังกล่าวในทางหนึ่ง ทั้งนี้ไม่นับระบบการผลิตที่เอาภาระของผู้บริโภคไปสนับสนุนราคาสินค้าเมื่อราคาตลาดโลกตกต่ำไปอุดหนุน)ไปสนับสนุนการผลิตที่ยั่งยืนและเกษตรกรรม หรือเปลี่ยนแปลงเป็นการผลิตที่ไม่ต้องเผาของเกษตรกรรายย่อยแทน ลดการอุดหนุนในรูปแบบต่างๆที่นำไปสู่การขยายพื้นที่ปลูกพืชที่ก่อมลพิษ

ประการที่สอง คือการกดดันให้บริษัทเอกชนของไทยที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และน้ำตาลต้องดำเนินธุรกิจที่ไม่สนับสนุนการเผาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โดยการแบนการนำเข้า หรือทบทวนการลดภาษี 0% สำหรับการนำเข้าสินค้าเกษตรที่มาจากการผลิตที่ปล่อยฝุ่นพิษจากประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลสิงคโปร์ใช้วิธีการเดียวกันนี้ ในการกดดันบริษัทผู้ผลิตและค้าปาล์มน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลกสัญชาติสิงคโปร์ที่ไปลงทุนปลูกและค้าปาล์มน้ำมันในมาเลเซียและอินโดนีเซีย จนสถานการณ์ปัญหาการเผาไหม้เพื่อขยายพื้นที่ปลูกปาล์มเริ่มคลี่คลายลง

การเรียกร้องเกษตรกรรายย่อยให้ยุติการเผาแต่กลับสนับสนุนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมให้แก่บริษัทอาหารสัตว์และน้ำตาลยักษ์ใหญ่ไม่มีทางแก้ปัญหาฝุ่นพิษจากภาคเกษตรกรรมได้ เพราะพวกเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบอุตสาหกรรมและนโยบายที่รัฐและเอกชนเป็นผู้กำกับและเป็นผู้แสดงมาตั้งแต่ต้น

ที่จริงยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมทั้งสองกลุ่มนี้ทราบดีว่า ไม่ใช่เสียงเรียกร้องในประเทศเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่แรงกดดันในระหว่างประเทศจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นจากที่มีมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปลูกปาล์มที่ทำลายพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน กรณีวัตถุดิบอาหารสัตว์จากประมงแบบทำลายล้าง การสัมปทานปลูกอ้อยในเพื่อนบ้านที่เกิดปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน จะเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง