1. การศึกษาของ NASA ย้อนหลังเกือบ 20 ปี พบว่าพื้นที่เผาไหม้ในประเทศไทยเกิดจากการพื้นที่ในภาคเกษตรมากกว่าในพื้นที่ป่าไม้ การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษเริ่มกลายเป็นปัญหาในประเทศไทยเมื่อเกิดการขยายตัวของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ข้าวโพด และอ้อย เพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และน้ำตาลเมื่อ 2 ทศวรรษที่่ผ่านมานี่เอง
  2. ตัวอย่างเช่น ในปี 2558 เฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด จุดความร้อนในเขตป่าคิดเป็น 58 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ในพื้นที่เกษตรคิดเป็น 42 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่าลืมว่าจุดความร้อนในเขตป่านั้น “รวมพื้นที่ป่าที่เป็นพื้นที่เกษตร” มากถึง 16.6 ล้านไร่ ดังนั้นจุดความร้อนในเขตป่าดังกล่าวจึงรวมจุดความร้อนของพื้นที่เกษตรในเขตป่าด้วย
    ตัวเลขการรายงานของหน่วยงานของรัฐปัจจุบันที่ระบุจุดความร้อนในเขตป่า จึงไม่ได้หมายความถึงเขตป่าไม้แท้ๆ แต่เป็นพื้นที่เกษตรในเขตป่า ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าด้วย (คิดจากสัดส่วนพื้นที่ป่าสมบูรณ์ 55.2 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรในเขตป่า 16.57 ล้านไร่)
  3. การศึกษาของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า ในพื้นที่เกษตรในเขตป่าของ 9 จังหวัดภาคเหนือซึ่งประสบปัญหาฝุ่นพิษรุนแรงนั้น เป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มากถึง 35-43 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เป็นไร่ข้าวเพียง 6-7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
  4. การขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดมาจากแรงผลักดันของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น ให้เงินให้เปล่าไร่ละ 2,000 บาทเพื่อเปลี่ยนพืชอื่นเป็นข้าวโพด ลดดอกเบี้ยเหลือ 0.01 เปอร์เซ็นต์ถ้าปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ ฯลฯ ทั้งๆที่มีการศึกษาของกระทรวงเกษตรเองพบว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนต่ำสุด โดยต่ำกว่าการทำเกษตรผสมผสานมากกว่า 5 เท่า
  5. เมื่อพื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศมีจำกัด พวกเขาจึงผลักดันยุทธศาสตร์ ACMECS เพื่อปลูกข้าวโพดในประเทศเพื่อนบ้าน และซื้อข้าวโพดไม่เสียภาษีตามความตกลง AFTA และเมื่อใดที่ข้าวโพดมีราคาสูง พวกเขาอ้างความมั่นคงทางอาหาร อ้างว่าผู้บริโภคต้องซื้อเนื้อสัตว์ราคาแพง นำข้าวสาลีมาทดแทนข้าวโพด จนราคาข้าวโพดดิ่งเหว ชาวไร่ข้าวโพดขาดทุน แต่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสัตว์ยังคงซื้ออาหารสัตว์ราคาแพง
  6. พวกเขามักเอาเกษตรกรรายย่อยและผู้บริโภคเป็นประกัน เพื่อให้ได้วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาถูก เช่น ช่วงสงครามในยูเครน และวิกฤตโลกปี 2564-65 โวยวายว่าอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จะขาดทุน แต่ผลประกอบการล่าสุดช่วงปลายปี บรรษัทเหล่านี้กลับทำกำไรมหาศาลเป็นประวัติการณ์