เมื่อต้นปีที่ผ่านมา รายงานการสืบสวนโดย Climate Home News พบว่า บริษัทน้ำมันข้ามชาติอย่างเชลล์ กำลังลงทุนร่วมกับ PetroChina บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อจัดทำโครงการชลประทานที่จะลดการปล่อยก๊าซมีเทนในนาข้าวของจีน โดยโครงการนี้จะทำให้เชลล์สามารถอ้างในการคงระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมน้ำมันของตนได้ต่อไป หรือสามารถขายเป็นคาร์บอนเครดิตให้กับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่รายอื่นๆก็ได้

A Shell petrol station. Photo credit: Tomcat MTL/Flickr

รายงานของ Climate Home News ยังพบว่ามีการใช้ “กลอุบายทางบัญชี” เพื่อทำให้เห็นว่ามีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินจริง โดยบริษัทที่ทำหน้าที่ในการรับรองโครงการที่ชื่อ Verra กำลังพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวอื่น ๆ ที่คล้ายกันกับโครงการชดเชยคาร์บอนในส่วนอื่น ๆ ของโลก ด้วย การเปิดเผยของ Climate Home News ทำให้มีการชะลอการดำเนินข้างต้นในจีน แต่ยังมีโครงการอื่นๆอีกหลายสิบโครงการในพื้นที่ปลูกข้าวในเอเชียและที่อื่นที่อ้างว่าเป็นการทำนาคาร์บอนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการทำนาได้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดสำหรับโครงการชดเชยคาร์บอนของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆและบริษัทที่แสวงหาประโยชน์จากการทำหน้าที่รับรองโครงการเหล่านั้น

ฟาร์มคาร์บอน รวมทั้งโครงการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไม่เพียงแต่ใช้เป็นกลยุทธ์ “ฟอกเขียว” สำหรับบริษัทขนาดใหญ่อย่างเชลล์เท่านั้น แต่ยังสร้างภาระอย่างไม่เป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เป็นการผลักภาระความรับผิดชอบในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับเกษตรกรจำนวนมาก ทั้งๆที่ชาวนารายย่อยคือกลุ่มแนวหน้าสุดที่เผชิญหน้ารับผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แลกกับคำสัญญาว่าพวกเขาจะได้ประโยชน์เล็กๆน้อยๆจากการเข้าร่วมโครงการประเภทนี้

หนึ่งในเหตุผลที่บริษัทต่าง ๆ มุ่งส่งเสริมให้เกิดโครงการนาคาร์บอนก็คือ ข้อกล่าวหาที่ระบุว่าการทำนาคิดเป็นสัดส่วน 9 -11 เปอร์เซ็นต์ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรทั้งหมด โดยรายงานของ International Panel of Experts on Climate Change (IPCC) ระบุว่าส่วนใหญ่มาจากการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ (N2O) และอ้างว่าศักยภาพในการปล่อยก๊าซจากการทำนานั้น สูงกว่าการทำไร่ข้าวโพดและข้าวสาลีเกือบ 3-6 เท่า

ในขณะเดียวกัน การทำนานั้นแตกต่างจากการผลิตสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี และถั่วเหลือง เพราะยังคงอยู่ในมือของผู้ผลิตรายย่อยเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้ โครงการปลูกข้าวคาร์บอนส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยมลพิษจากฟาร์มขนาดเล็ก โครงการเหล่านี้มักจะอ้างว่าคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะเป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ซึ่งในความเป็นจริงราคาคาร์บอนเครดิตที่จ่ายให้กับเกษตรกรมีความผันผวนและค่อนข้างต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 15 ถึง 30 เหรียญสหรัฐต่อเอเคอร์ต่อปี (196-391 บาท/ไร่/ปี) เท่านั้น

ความสนใจขององค์กรในโครงการนาข้าวคาร์บอนกำลังขยายตัว ปัจจุบันโครงการปลูกข้าวเป็นประเภทโครงการที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองในภาคการเกษตร รองจากระบบการจัดการมูลสัตว์ โดยในฐานข้อมูลของโครงการตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจทั่วโลกของมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ (Berkeley’s Carbon Trading Project database) พบว่ามี 275 โครงการ โดยกว่าครึ่งหนึ่งของโครงการตั้งอยู่ในประเทศจีน

สถาบันระหว่างประเทศ เช่น สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI) ธนาคารโลก และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) กำลังส่งเสริมโครงการทำฟาร์มคาร์บอนสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย เพื่อเป็นหนทางให้ประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยมลพิษของประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ UNEP และ IRRI ได้จัดตั้งเพลตฟอร์มข้าวที่ยั่งยืนซึ่งพวกเขาประชุมร่วมกันและทำหน้าที่เป็นหน่วยตรวจสอบสำหรับการลดการปล่อยมลพิษจากการทำนาทั่วโลก

หนึ่งในโครงการ Sustainable Rice Platform ในเวียดนาม ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของการปลูกข้าวด้วยคาร์บอนจนถึงปัจจุบัน ได้รวมพื้นที่นา 184,000 เฮกตาร์เข้าไว้ในโครงการที่เรียกว่า “การแปลงโฉมเกษตรกรรมยั่งยืนของเวียดนาม” ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับเงินสนับสนุน 238 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคารโลกโดยมีเงื่อนไขว่าโครงการต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรอง ปรับปรุงการจัดการน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ในช่วงต้นปี 2566 กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนามประกาศว่าพวกเขาวางแผนที่จะขยายโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ถึงหนึ่งล้านเฮกตาร์

อย่างไรก็ตาม โครงการในเวียดนามใช้วิธีการจากกลไกการพัฒนาที่สะอาดของสหประชาชาติที่เรียกว่า AMS-III.AU ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ในโครงการปลูกข้าวคาร์บอนที่มีข้อโต้แย้งมากของเชลล์ในจีน และขณะนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเนื่องจากข้อกังวลด้านความซื่อสัตย์ วิธีการนี้กำหนดให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลี่ยนกลไกการให้น้ำในนาข้าวจากน้ำท่วมต่อเนื่องเป็นน้ำท่วมเป็นช่วงๆ ที่เรียกว่า “เปียกสลับแห้ง” หรือแบบอื่นๆ

บริษัทธุรกิจการเกษตรบางแห่ง ได้เริ่มเชื่อมโยงการขายผลิตภัณฑ์ของตนเข้ากับคาร์บอนเครดิตจากการทำนา เช่น Netafim บริษัทชลประทานของอิสราเอลกำลังเสนอคาร์บอนเครดิตให้กับชาวนาที่ซื้อและใช้อุปกรณ์ชลประทานของบริษัท บริษัทชลประทานอ้างว่าการใช้อุปกรณ์ให้น้ำแบบหยดแทนระบบให้น้ำแบบท่วมตามปกติ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับคาร์บอนเครดิต 10 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี Netafim ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการและรับรองว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมปฏิบัติตามขั้นตอนบางอย่างและส่งข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบสำหรับการขายคาร์บอน โดยชาวนารายย่อยต้องจ่ายเงินเพื่อลงทุนในการซื้ออุปกรณ์ชลประทานล่วงหน้า และ Netafim จะแบ่งผลประโยชน์ให้เกษตรกรภายหลังหากขายคาร์บอนเครดิตได้

ธุรกิจเกี่ยวกับทำนาคาร์บอนยังขยายไปสู่เรื่องเมล็ดพันธุ์ด้วย โดยในปี 2558 ทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา จีน และสวีเดนอ้างว่าได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวที่ปล่อยมีเทนน้อยลง สายพันธุ์ใหม่นี้ได้รับการดัดแปลงด้วยยีนเดียวจากข้าวบาร์เลย์เพื่อเปลี่ยนการสังเคราะห์ด้วยแสงของข้าวจากรากไปยังส่วนของพืชเหนือพื้นดิน ขณะนี้พันธุ์ข้าวอยู่ระหว่างการทดลองภาคสนามเป็นเวลา 3 ปีในประเทศจีน

บริษัทเมล็ดพันธุ์ได้ใช้วิกฤติสภาพภูมิอากาศเพื่อขยายธุรกิจโดยส่งเสริมพันธุ์พืชที่ “เป็นมิตรกับสภาพอากาศ” ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2565 บริษัทไบเออร์ครอปไซแอนซ์ได้เปิดตัวความร่วมมือกับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติและ USAID เพื่อแนะนำและดำเนินการทดสอบในฟาร์มของพันธุ์ข้าว ClimateSmart ซึ่งอ้างว่าใช้น้ำน้อย ไบเออร์มอบ “การสนับสนุน” มูลค่า 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการนี้

USAID highlights Bayer-IRRI DSR collab at COP27

เป็นความจริงที่เกษตรกรรมและระบบอาหารขนาดใหญ่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ซึ่งส่วนหนึ่งรวมถึงเกษตรกรรายย่อยทั่วโลกที่ปลูกข้าวรวม 165 ล้านเฮกตาร์ทั่วโลกด้วย แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะลดการปล่อยก๊าซจากนาข้าวขนาดเล็กเพื่อเอื้ออำนวจให้อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษอื่นๆ สามารถรักษาระดับการปล่อยมลพิษไว้ได้ต่อไป ทั้งๆที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหล่านั้นมีส่วนช่วยในการดำรงชีวิตและความต้องการอาหารขั้นพื้นฐานของผู้คนน้อยกว่าการทำนา

การปล่อยมลพิษจากการทำนาสามารถลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องมีโครงการทำนาคาร์บอนดังกล่าว มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากมายเกี่ยวกับวิธีที่เกษตรกรรายย่อยสามารถใช้เกษตรนิเวศ การใช้พันธุ์ดั้งเดิม และการผสมผสานเทคนิคต่างๆ เช่น การหว่านเมล็ดโดยตรง การปล่อยน้ำน้ำท่วมเป็นช่วงๆ และการผลิตข้าวในที่แห้ง เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน และลดหรือเลิกใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยมลพิษที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งในการทำนา เป็นต้น

ที่มา