ยุทธศาสตร์และโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG ซึ่งฟังดูสวยหรู และแทบไม่มีอะไรให้โต้แย้งนั้น เมื่ออยู่ภายใต้ระบบการบริหารของรัฐรวมศูนย์ และการขับเคลื่อนของบรรษัท โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น จะสร้างผลกระทบอย่างไร ไบโอไทยจะสรุปให้ฟัง

  1. เมื่อโลกตระหนักต่อปัญหาของการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกิดขึ้นจากการปล่อยคาร์บอนและแกสเรือนกระจกของอุตสาหกรรมพลังงาน โรงงาน ขนส่ง เกษตร ฯลฯ ทำให้นานาชาติ และประเทศต่างๆต้องปรับตัว และถูกกดดันโดยประชาคมโลกให้ต้องลดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้น หรือต้องลดปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศโลกลง
  2. แทนที่จะลดต้นตอของการปล่อยคาร์บอนและการปล่อยมลพิษ พวกเขาเสนอแนวความคิดเรื่อง “ตลาดคาร์บอน” ให้ใครก็ได้ที่สามารถตรึงคาร์บอนไม่ให้ปล่อยไปสู่บรรยากาศได้จะได้คาร์บอนเครดิต และหนึ่งสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน เช่น สมมุติว่าป่าไม้ 1 ไร่ สามารถเก็บกักคาร์บอนได้ 1 ตัน ใครมีป่า 1 ไร่ก็จะได้คาร์บอนเครดิต 1 ตัน โดยเอกชนที่มีคาร์บอนเครดิตนี้ก็สามารถเอาไปชดเชยกับอุตสาหกรรมของตนที่ปลดปล่อยคาร์บอนได้ โดยวิธีนี้พวกเขาจะไม่จำเป็นต้องสนใจที่จะเปลี่ยนแปลงแบบแผนการผลิตของตนเลยก็ได้
  3. บริษัทใด อุตสาหกรรมใดไม่สนใจเรื่องนี้ จะถูกกดดันโดยตลาดโลก ประชาคมระหว่างประเทศ หรือหลายประเทศที่เริ่มต้นนโยบายคาร์บอนเป็นกลางหรือซีโร่คาร์บอน (หักลบกลบหนี้แล้วการปล่อยคาร์บอนกับการตรึงคาร์บอนแล้วต้องเป็นศูนย์ หรือซีโร่คาร์บอน) ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าในตลาดเหล่านั้น ไม่สามารถระดมทุนจากแหล่งทุนใหญ่ๆ ได้ เช่น ในตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก เป็นต้น
  4. ตลาดคาร์บอนกำลังเริ่มต้นขึ้น โดยในประเทศไทยจะเริ่มแบบสมัครใจก่อน จากเดิมที่มีการตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (ปี 2550) ขณะนี้มีการจัดตั้งเครือข่ายคาร์บอนนิวตรัล เมื่อปี 2564 โดยมีบรรษัทข้ามชาติ บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย และรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการของไทยเข้าร่วมเป็นแกนหลัก
  5. ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยเริ่มมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ราวๆ 120 บาทต่อคาร์บอนเครดิต 1 ตัน ในขณะที่ต่างประเทศอยู่ที่ราวๆ 1,415 บาทต่อตัน โดยนายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คาดหมายว่ามูลค่าตลาดคาร์บอนในประเทศไทยจะมีมูลค่าประมาณ 325,450 ล้านบาทในปี 2065 (ในอีก 23 ปีข้างหน้า) ซึ่งเป็นปีที่ไทยประกาศเป้าหมายคาร์บอนนิวตรัล
  6. ขณะนี้มีการเปิดให้บริษัทต่างๆเข้ามาจับจองปลูกป่า โดยเริ่มต้นจากพื้นที่ป่าชายเลนก่อน มีบริษัทรวม 17 บริษัท พื้นที่ประมาณ 560,000 ไร่ เพื่อสร้างเครดิตคาร์บอน โดยภายใต้ยุทธศาสตร์ BCG ที่เพิ่งประกาศอย่างเป็นทางการให้ผลใช้บังคับระหว่างปี 2564-2570 ตั้งเป้าหมายให้เอกชนเข้ามาปลูกป่าในพื้นที่ดินของรัฐรวม 3.2 ล้านไร่ ส่วนเป้าหมายรวมของรัฐระยะยาวที่ให้เอกชนมาปลูกป่าในพื้นที่ของรัฐนั้นอยู่ที่ 16 ล้านไร่ โดยมีบรรษัทข้ามชาติหลายบริษัทให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างคึกคัก
  7. รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการลงนามร่วมกับต่างประเทศเพื่อกำหนดมาตรฐานและการซื้อขายคาร์บอนระหว่างกัน ซึ่งเป็นการดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนปลูกป่าค้าคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ในขณะที่เอกชนไทยก็สามารถนำคาร์บอนเครดิตไปขายในตลาดต่างประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าได้
  8. การพัฒนาเศรษฐกิจที่อ้างว่า “เขียว” นี้ ได้ละทิ้งและอาจรวมไปถึงการขับไล่ประชาชนนับล้านรายหรือมากกว่านั้น ที่อาศัยทำกินในเขตป่า รวมทั้งชุมชนชาติพันธุ์ที่ทำไร่หมุนเวียนหรือเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ทั้งๆที่วิถีเกษตรกรรมของพวกเขาอนุรักษ์ดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าป่าเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังส่งเสริม ชุมชนเกษตรกรรมและเกษตรกรรายย่อยได้นำเสนอ “เศรษฐกิจสีเขียว” โดยประชาชนคนเล็กคนน้อย แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยข้ออ้างว่าผิดกฎหมาย ภายใต้ยุทธศาสตร์และการขับเคลื่อน BCG ของรัฐเต็มไปด้วยข้อเสนอของพวกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

กลุ่มคนเล็กคนน้อยที่ริเริ่มเรื่องป่าชุมชน เกษตรกรรมเชิงนิเวศ การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ตลาดทางเลือก การจัดการของเสียอันตรายโดยท้องถิ่น แทบไม่มีพื้นที่และการมีส่วนร่วมใดๆในยุทธศาสตร์สวยหรูเหล่านั้นเลย

ในขณะที่กำลังเตรียมแก้กฎหมาย กฎระเบียบ เตรียมลดภาษี จูงใจให้บริษัทขนาดใหญ่ รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากเครดิตคาร์บอน รัฐบาลของเรากำลังจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่ถีบประชาชนคนเล็กคนน้อยออกจากฐานทรัพยากรและแผ่นดินของตน

ที่มา