ข่าวความพยายามของกระทรวงอุตสาหกรรม ในการชงข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อผลักดัน “พ.ร.บ.จีเอ็มโอ” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างเหตุผลว่า “เพื่อให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่ใช้พืชหรือสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ”

เรารู้กันอยู่แล้วว่าพืชดัดแปลงสารพันธุกรรม หรือพืช GMOs มีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนไกลโฟเซต ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง แต่ผู้มีอำนาจทางการเมืองบางคนหรือบางกลุ่มก็ยังพยายามที่จะฟื้นการผลักดันพืช GMOs ขึ้นมา หลังจากที่เคยปัดตกไปแล้วเมื่อ ปี 2558 ในรัฐบาล คสช.

นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่จะสะท้อนถึงความพยายามของไบเออร์ผู้ผลิตไกลโฟเซตว่ามีความพยายามที่จะแทรกแซงรัฐไทย เพื่อทำให้ไกลโฟเซตกลับมามีบทบาทและเข้าข่ายยกเลิกการควบคุมการใช้งานในไทย


Carey Gillam ได้นำเสนอบทความ “Thailand wants to ban these three pesticides. The US government says no” เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2562 โดยกล่าวถึงกลุ่มนายทุนใหญ่ที่ตั้งใจล็อบบี้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดี Donald Trump ได้สำเร็จ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าการเกษตรร่วมกัน

ในบทความมีบางช่วงบางตอนได้เอ่ยถึงไกลโฟเซตว่า ”รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่พอใจอย่างมากที่ประเทศไทยสั่งแบน 3 สาร โดยเฉพาะไกลโฟเซต เพราะอุตสาหกรรมธัญพืชของสหรัฐฯที่ส่งออกไปยังประเทศไทยและมีมูลค่าหลักร้อยล้านเหรียญสหรัฐนั้นมีสารดังกล่าวตกค้างอยู่“

ตัดภาพมาที่ไทย ในช่วงเวลาใกล้กัน ฝ่ายไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสุขภาพคนไทยต้องมาก่อนจึงต้องแบน 3 สาร นำมาสู่การตั้งคำถามที่ว่า เหตุไฉนถึงแบนได้แค่ 2 สาร และจำกัดการใช้งานไกลโฟเซต ด้วยข้ออ้างที่ว่า“ยังไม่สามารถหาสารเคมีใดมาทดแทนได้” ??? ไฉนในช่วงนั้นมีข่าวออกมาว่าทั้งซินเจนทา ไบเออร์ และมอนซานโตเป็นผู้ชักใยม็อบคัดค้านการแบน 3 สารพิษ และคณะกรรมการวัตถุอันตรายตอนนั้นซึ่งมีรัฐมนตรีคนสำคัญยังมีไอเดียจะชงเลื่อนแบน 3 สารนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ ???


สอดคล้องกับหลักฐานของรอยเตอร์ในรายงานพิเศษ Exclusive: In the weeds – How Bayer, U.S. government teamed up against Thailand’s glyphosate ban เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2563 รอยเตอร์สพบว่า “ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันกรณีไทยมีมติว่าจะสั่งห้ามใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยรวมถึงสารไกลโฟเซตที่เป็นสินค้าทำรายได้ให้แก่ไบเออร์เป็นจำนวนมหาศาล”

นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า “Ted McKinney ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านการค้าและกิจการเกษตรระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2562 เพื่อขอให้ไทยระงับการแบนไกลโฟเซต”


ที่ผ่านมา คำว่า “จำกัดการใช้” ไกลโฟเซตของรัฐไทยดูห่างไกลจากคำว่าจำกัดที่แท้จริงอย่างมาก 27 สิงหาคม 2563 คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค (คอบช.) ร่วมกับ Thai-PAN ได้สำรวจการจำกัดการใช้ไกลโฟเซต พบว่าสามารถจำกัดการใช้ไกลโฟเซตในร้านค้าได้แค่เพียง 13.78% และผู้รับจ้างฉีดพ่นปฏิบัติที่จะจำกัดการใช้ไกลโฟเซตแค่เพียง 2% เท่านั้น นี่คือภาพตอกย้ำของการจำกัดการใช้ไกลโฟเซตซึ่งแสดงถึงการกำกับการใช้ไกลโฟเซตของคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้น “ล้มเหลว” และราวเหมือนกับว่าเปิดทางให้ใช้ไกลโฟเซตได้ยังไงพิกล?!?


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ วันที่ 16 มิถุนายน 2564 นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ ได้โพสต์ทวงความทรงจำที่รัฐสภายกมือสนับสนุนแบน 3 สารเคมี โดยดักคอว่า จะนำกลับมาใช้งานอีกหรือ? โดยโพสต์คลิป นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ที่อภิปรายต่อรัฐสภา โดยบางช่วงบางตอนของการอภิปรายมีเนื้อหาสำคัญอยู่ว่า

“คำว่าวัตถุอันตราย” สารพิษ 3 ตัว ได้มีการยกเลิกไปแล้ว 2 ตัว ก็คือ พาราควอต และ คอลไพรริฟอส” ยังเหลือไกลโฟเซต ที่เป็นตัวสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง”
“แต่วันนี้กำลังจะเอากลับมาทั้งหมด เพราะอยู่ดีๆ เอาอำนาจไปให้ต่างชาติ ผมถามว่าเหตุผลอะไร คนไทยโง่หรือไม่รู้จัก สารเคมีที่เข้ามาทั้งหมดมาจากต่างชาติแล้วนำกติกาไปให้ต่างชาติเป็นคนกำหนด แล้วถ้าไปทำงานวิจัยแล้วบอกว่า ตัวนี้ไม่มีพิษ ตัวนี้ไม่มีปัญหา คณะกรรมการชุดเดิมกล้าหรือไม่ อยู่ดีดีไปยื่นหอกให้คนต่างชาติ ผมบอกได้เลยว่ากระทรวงอุตสาหกรรมเก่งมาก”

ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมา มีผลทำให้พวกเราต้องจับตามองและตั้งคำถามที่ว่า “เหตุไฉนถึงได้มีการชงปลุกผีจ็เอ็มโอที่มีการปนเปื้อนของไกลโฟเซตขึ้นมาอีก ถ้าเอาไทม์ไลน์ของไกลโฟเซตมาจับ เรื่องนี้คงเชื่อมโยงกันไม่ยากสักเท่าไหร่

ที่มา