เปลี่ยนรัฐให้เป็นเกษตรนิเวศ 100% บทเรียนการผลิตธัญพืชของสิกขิม

การเปลี่ยนแปลงรัฐแห่งหนึ่งของโลกให้เป็นเกษตรเชิงนิเวศ 100% ดังกรณีตัวอย่างของสิกขิม เปรียบเสมือนห้องทดลองขนาดใหญ่ที่ใช้รัฐทั้งรัฐทำการทดลอง และประสบผลสำเร็จเหนือความคาดหมายภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษเท่านั้น

รัฐบาลสิกขิมภายใต้การนำของ Pawan Kumar Chamling ประกาศแผนการนำประเทศไปสู่ประเทศเกษตรอินทรีย์ 100% เมื่อปี 2003 และประกาศความสำเร็จดังกล่าวในปี 2015 โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้

1) ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ของธัญพืชทั้งหมดหลังการปรับเปลี่ยนสูงขึ้นกว่าเกษตรเคมีแทบทุกชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี บาร์เลย์ มิลเล็ต และข้าว โดยใช้เวลาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น โดยผลผลิตเฉลี่ยต่อแฮกตาร์ของข้าวสาลีปรับเพิ่มมากที่สุดถึง 21% มีเฉพาะบั๊กวีทเท่านั้นที่ผลผลิตลดลงเล็กน้อย (1.7%)

2) ทันทีที่มีการปรับเปลี่ยนจากเกษตรเคมีเป็นอินทรีย์ ผลผลิตของข้าวบาร์เลย์ และมิลเล็ตนอกจากไม่ลดลงแล้ว แต่กลับเพิ่มขึ้น

3) พืชที่เมื่อมีการปรับเปลี่ยนและผลผลิตลดลงมากที่สุดในช่วง 2-3 ปีแรกคือข้าว โดยผลผลิตลดลงจาก 1,709 ก.ก.ต่อแฮกตาร์ ในปี 2008-2009 เหลือ 1,140 ก.ก.ต่อแฮกตาร์ ในปี 2010-2011 แต่เมื่อดินได้รับการฟื้นฟูผลผลิตก็กลับมาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2013-2014 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,728 ก.ก.ต่อแฮกตาร์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเกษตรเคมี 4.74 %

4) รัฐบาลสิกขิมได้เล็งเห็นปัญหาการลดลงของผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ในพืชบางชนิดในระยะการปรับเปลี่ยน จึงมีมาตรการชดเชยผลผลิตและรายได้ให้กับเกษตรกร การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจึงดำเนินไปโดยไม่เกิดผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรแต่ประการใด

5) ความสำเร็จของสิกขิมเกิดขึ้นจากเจตจำนงทางการเมืองที่มุขมนตรีของรัฐ Chmamling ได้รับการสนับสนุนจากชาวสิกขิม โดยได้รับการเลือกตั้งติดต่อกันนานถึง 4 สมัย ยาวนานที่สุด นโยบายเกษตรอินทรีย์จึงสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2003 จนบรรลุความสำเร็จในปี 2015

ระบบการเมืองที่มีการกระจายอำนาจ ซึ่งรัฐสิกขิมสามารถออกกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามการเข้าสารพิษกำจัดศัตรูพืชและสารเคมีทางการเกษตร เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สามารถทำให้รัฐแห่งหนึ่งสามารถตั้งเป้าหมายการพัฒนาและกำหนดมาตรการเป็นการเฉพาะเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์และเป้าหมายได้ในที่สุด จนในที่สุดรัฐบาลกลางก็ออกมาชื่นชมและยกย่องว่าเป็นความภาคภูมิใจและจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับอินเดียทั้งประเทศ

6) สิ่งที่มาพร้อมกับความสำเร็จคือความท้าทายจากบรรษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืชและบรรษัทข้ามชาติที่เห็นว่าสิ่งที่่เกิดขึ้นในสิกขิมจะทำลายผลประโยชน์ของพวกเขา โดยการเผยแพร่บทความเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือ บิดเบือนข้อมูล* ตัวอย่างเช่น

- พวกเขาอ้างว่าผลผลิตพืชอาหารลดลงหลังการปรับเปลี่ยนโดยยกกรณีการผลิตข้าว โดยโจมตีเรื่องผลผลิตข้าวต่อแฮกตาร์ที่ลดลงใน 2-3 ปีแรก แต่บิดเบือนไม่กล่าวถึงผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 5 ปี จนมากกว่าเกษตรเคมีเสียอีก ทั้งไม่ยอมกล่าวถึงผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของข้าวสาลีที่เพิ่มขึ้นถึง 21% เมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรเคมีก่อนหน้านั้น

- พวกเขากล่าวหาว่าเกษตรอินทรีย์ที่สิกขิมทำให้ต้องนำเข้าอาหารจากรัฐอื่นๆภายนอก ทั้งๆที่การนำเข้าอาหารจากรัฐอื่นเกิดขึ้นมาก่อนแล้วเพราะพื้นที่ทางการเกษตรของสิกขิมมีเพียง 10% ของพื้นที่ประเทศเท่านั้น

- มีการโจมตีว่าเกษตรอินทรีย์ทำให้การผลิตข้าวลดลง ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ปริมาณข้าวที่ลดลงเป็นเพราะเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชผักอินทรีย์ซึ่งมีราคาดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปริมาณของนักท่องเที่ยวในสิกขิมที่เพิ่มขึ้น หากสามารถบริหารจัดการให้พื้นที่ปลูกข้าวมีขนาดเท่าเดิม ผลผลิตของข้าวที่สิกขิมผลิตได้จะมากกว่าเดิมถึง 5%

- การบิดเบือนที่เลวร้ายที่สุดคือการอ้างว่าการเปลี่ยนแปลงเกษตรอินทรีย์ทำให้เกษตรกรสิกขิมฆ่าตัวตาย ซึ่งไม่มีหลักฐานใดๆยืนยัน ในทางตรงข้ามเรื่องการฆ่าตัวตายในการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการเกษตรนั้นเกิดขึ้นจากชาวไร่อินเดียที่หันไปปลูกฝ้ายจีเอ็มโอต่างหาก โดยพืชจีเอ็มโอต่างหากที่ล้มเหลวและทำให้ชีวิตคนยากจนในอินเดียประสบกับปัญหายากลำบาก อ่านคำสารภาพของ ดร.สวามีนาทาน บิดาแห่งการปฏิวัติเขียวของอินเดีย ซึ่งเคยสนับสนุนเทคโนโลยีของมอนซานโต้มาก่อน และกลับใจเมื่อถึงวัยบั้นปลายแห่งชีวิตในโพสต์ก่อนหน้านี้ของไบโอไทย

ความสำเร็จของสิกขิม คือการทดลองในโลกแห่งความเป็นจริงที่บอกว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐ ประเทศ และผืนพิภพนี้ไปสู่การพัฒนาที่คำนึงถึงผู้คนและทุกสรรพชีวิตได้จริงๆ

หมายเหตุ : ในประเทศไทยมีการแปลและเรียบเรียงบทความบิดเบือนดังกล่าวมาเผยแพร่ด้วย โดยนายกสมาคมฯที่ตั้งขึ้นโดยบริษัทสารพิษและจีเอ็มโอ


รายละเอียดผลผลิตต่อแฮกตาร์ของสิกขิมมี 4 ชนิดที่ผลผลิตเฉลี่ยลดลงในปี 1010-2011 (เมื่อเปรียบเทียบกับเกษตรเคมีในปี 2008-2009)แต่ทั้งข้าวโพด ข้าว และข้าวสาลีก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2013-2014โดยสรุปเมื่อถึง 2013-2014 ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ของทุกพืชยกเว้นบั๊กวีทเท่านั้นครับที่ผลผลิตลดลงเล็กน้อย
เนื้อหา: