คำแถลง เพื่อสนับสนุนการยกเลิกการใช้สารพิษร้ายแรง ข้อเสนอทางเลือก และมาตรการสนับสนุนเกษตรกรในระยะปรับเปลี่ยน

1.เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้ง 3 ชนิดตามกรอบเวลาที่มีการกำหนดไว้ โดย

  1. กรณีสหรัฐอเมริกา บราซิล และผู้ประกอบการนำเข้าถั่วเหลืองและข้าวสาลีในประเทศเสนอให้มีการทบทวนการแบนไกลโฟเซตเนื่องจากว่าจะเกิดผลกระทบต่อการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมอาหารนั้น รัฐบาลต้องยืนยันว่าการแบนสารเคมีของประเทศไทยยืนอยู่บนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของ IARC องค์การอนามัยโลก และมีงานวิจัยของสถาบันวิจัยชั้นนำของประเทศ เช่น สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นต้น รองรับอย่างชัดเจน ส่วนกรณีการกำหนดค่า MRL (Maximum Residue Limit) ซึ่งผู้ส่งออกเรียกร้องให้คงระดับเดิมในกรณีถั่วเหลืองและข้าวสาลีนั้น กระทรวงสาธารณสุขสามารถปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 387 พ.ศ. 2560 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.อาหาร 2522 โดยกำหนดให้มีการกำหนดค่าการตกค้างสินค้าที่ประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้หรือไม่เพียงพอให้ค่า MRL ให้มีค่าต่ำที่สุดเพื่อปกป้องสุขภาพของผู้บริโภค และรัฐบาลต้องออกข้อกำหนดให้ต้องรับซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อนการนำเข้า เพื่อปกป้องเกษตรกรในประเทศ และควรยกเลิกค่าดังกล่าวให้เป็นศูนย์ทันทีที่ประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้เพียงพอหรือมีแหล่งการนำเข้าที่ปราศจากการใช้สารได้
  2. กรณีสมาคมนักวิชาการด้านอ้อยและน้ำตาลเรียกร้องให้เลื่อนการแบนพาราควอตออกไปก่อน โดยอ้างว่าการแบนพาราควอตทำให้ผลผลิตลดลงครึ่งหนึ่งนั้นเป็นข้ออ้างที่ปราศจากหลักฐานและงานวิจัยรองรับ ทั้งนี้งานวิจัยของกระทรวงเกษตรฯหลายรายงานพบว่า วิธีการควบคุมวัชพืชที่ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้สารเคมีคือการใช้รถไถเดินตามและรถไถติดจอบหมุน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 6 ชนิด การใช้พาราควอตกลับให้ผลผลิตอ้อยน้อยที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดๆที่รัฐบาลจะรับฟังข้อเสนอของกลุ่มดังกล่าว

2. เครือข่ายเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯเสนอทางเลือกหลักในการจัดการวัชพืชและศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมีเป็นแนวทางหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่ไม่ประสงค์จะให้การแบนสามสารเพื่อให้มีการนำสารเคมีอื่นมาทดแทน และที่จริงแล้วควรใช้โอกาสการแบนสารพิษนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่เกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน

ข้อเสนอที่เป็นแนวทางหลักในการปรับเปลี่ยนคือ 1)การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรและการใช้นวัตกรรม 2) การปลูกพืชคลุมดินหรือวัสดุคลุมดิน และ 3)การปรับเปลี่ยนระบบการปลูกพืช เช่น การปลูกพืชแบบผสมผสาน เป็นต้น 

เนื่องจากการแบนสารเคมีสามสารจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 และช่วงเวลาสำคัญในการจัดการปัญหาวัชพืชส่วนใหญ่จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม  เครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการเผยแพร่แนวทางและวิธีการทางเลือกต่างๆต่อเกษตรกร โดยให้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทั้ง  6 กลุ่ม ครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยและเกษตรแปลงใหญ่ รวมทั้งให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ โดยเร็ว

3. มาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล

  1. เครือข่ายเห็นว่า หากการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกแบนไปเป็นวิธีการทางเลือกอื่นแล้วทำให้ต้นทุนเกษตรกรเพิ่มขึ้น รัฐควรรับภาระในการชดเชยหรือสนับสนุนเกษตรกรเหล่านั้น โดยกระทรวงเกษตรฯควรประเมินงบประมาณสำหรับการดำเนินการดังกล่าว และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติให้ทันก่อนหน้าฤดูกาลเพาะปลูกจะเริ่มขึ้น
  2. รัฐต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรที่ใช้วิธีการควบคุมศัตรูพืชที่ไม่ใช่สารเคมี โดยต้องยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีนำเข้าแก่เครื่องจักรกลการเกษตร วัสดุคลุมดิน หรือเครื่องมือใดๆ ดังเช่นที่รัฐบาลไม่เรียกเก็บภาษีสารพิษทางการเกษตรติดต่อกับมานานเกือบสามสิบปี จนทำให้วิธีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชกลายเป็นทางเลือกหลักของเกษตรกรบางกลุ่ม ทั้งๆที่การใช้สารเคมีเหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบภายนอกมีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี
  3. รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม เครื่องจักรกลอัจฉริยะ พัฒนาบทบาทของวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดช่างชาวบ้าน และอาชีพบริการการควบคุมวัชพืชและศัตรูพืชที่ไม่ใช้สารเคมี
  4. เครือข่ายสนับสนุนให้กระทรวงเกษตรฯและกรรมาธิการวิสามัญควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ผลักดันให้มีการเสนอกฎหมายว่าด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน  เพื่อให้เกิดกลไกใหม่ๆในการขับเคลื่อนให้เกษตรกรรมอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นทิศทางเกษตรกรรมหลักของประเทศภายในทศวรรษหน้า รวมทั้งแยกกฎหมายว่าด้วยการกำกับควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชออกจากกฎหมายวัตถุอันตราย เพื่อให้การควบคุมการใช้สารพิษเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน และสามารถปกป้องเกษตรกรและผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร พร้อมจะให้การสนับสนุนเกษตรกรทุกกลุ่มเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยน โดยสามารถประสานงานเพื่อติดต่อดูงานหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการวัชพืชและศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่วิถีเกษตรกรรมที่ปลอดภัยและยั่งยืนร่วมกัน

 

19 พฤศจิกายน 2562

เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร

เนื้อหา: