UPOV1991 กับดัชนีราคาและความมั่นคงทางอาหาร

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เพิ่งเผยแพร่รายงานวิเคราะห์เรื่อง "CPTPP: อนาคตไทยที่ใหญ่กว่าแค่ข้อตกลงทางการค้า" เมื่อเร็วๆนี้ ไบโอไทยมีความเห็นแย้งบทวิเคราะห์ของ KKP เกี่ยวกับการวิเคราะห์ดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมล็ดพันธุ์ และระบบอาหาร ซึ่ง KKP ระบุว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงเท่ากับที่ถูกพูดถึง เช่น ยกตัวอย่างกรณี ดัชนีราคาอาหารในญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังเข้าร่วม CPTPP เกษตรกรยังสามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองในราคาเดิม เป็นต้น ซึ่งไบโอไทยมีความเห็นแตกต่างและแย้งการวิเคราะห์ดังกล่าว ดังนี้

1. ประเด็นผลกระทบต่อเมล็ดพันธุ์พื้นเมือง ไบโอไทยได้วิเคราะห์ไว้ก่อนนี้แล้วว่า แม้ว่าเกษตรกรจะยังคงเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองไปปลูกต่อได้ แต่กระบวนการที่ UPOV1991 นิยามของนักปรับปรุงพันธุ์พืชว่าเป็น "ผู้ค้นพบ" (discover)ก็ดี การตัดกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์เมื่อเอาพันธุ์พืชพื้นเมืองไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ออกไปก็ดี การขยายสิทธิผูกขาดแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์ก็ดี ในที่สุดแล้วจะทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองและความรู้จะไหลไปสู่บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ในขณะที่วิถีการนำเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาไปปลูกต่อในฤดูถัดไปและคัดเลือกสายพันธุ์ในแปลงปลูกจะได้รับผลกระทบ สิ่งนี้ส่งผลกระทบระยะยาวต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นโดยเกษตรกรรายย่อยและชุมชนเกษตรกรรม ในขณะที่ราคาเมล็ดพันธุ์จะมีราคาแพงจากการรวมศูนย์ของบริษัทขนาดใหญ่ 

2. การวิเคราะห์ของ KKP เกี่ยวกับผลกระทบของ UPOV โดยระบุการเข้าร่วม UPOV ของญี่ปุ่นและแคนาดาว่าเกิดขึ้นในปี 1982 และปี 1991 นั้นคลาดเคลื่อนไปมากถึง 16 และ 24 ปีตามลำดับ เนื่องจากการเข้าร่วมดังกล่าวเป็นการเข้าร่วมเป็นภาคี UPOV1978 (ไม่ใช่ UPO1991 ซึ่งได้ขยายอำนาจการผูกขาดของบริษัทเมล็ดพันธุ์ไปอย่างมาก) โดยญี่ปุ่นเข้าร่วม UPOV1991 เมื่อปี 1998 และแคนาดาเข้าร่วมในปี 2015 นี่เอง 

3. ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวทำให้ KKP วิเคราะห์ว่า ดัชนีราคาอาหารเมื่อเข้าร่วม CPTPP ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ระบุว่าดัชนีราคาอาหารในกรณีญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเพียง 2.8% เท่านั้น ในขณะที่ไบโอไทยพบว่าดัชนีราคาอาหารในกรณีญี่ปุ่นนั้นเพิ่มมากถึง 14% โดยประมาณ (ไบโอไทยคำนวนจากกราฟดัชนีอาหารของ CEIC เช่นเดียวกับ KKP) นอกเหนือจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาเมล็ดพันธุ์ที่ส่งผลกระทบต่อราคาอาหารนั้นยังเกี่ยวข้องกับทางเลือกของเกษตรกรในญี่ปุ่นที่อาจมีทางเลือกมากกว่าเกษตรกรในประเทศไทยด้วย (จะกล่าวต่อไปในหัวข้อ 4) 

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เพียงแค่ดัชนีราคาอาหารอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์ผลกระทบต่อระบบอาหาร เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเข้าร่วม FTA อาจทำให้สินค้าบางรายการมีราคาถูกลงในช่วงสั้นๆ ซึ่งอาจทำให้ดัชนีราคาอาหารลดลงชั่วคราว แต่จะมีผลกระทบระยะยาวเมื่อการผลิตภายในถูกแทนที่โดยผลิตภัณฑ์จากการนำเข้า เป็นต้น

4. การวิเคราะห์ผลกระทบต่อเรื่องเมล็ดพันธุ์ซึ่งจะส่งผลกระทบอื่นๆตามมานั้น จำเป็นต้องวิเคราะห์โครงสร้างของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์และสถานภาพของวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อยและหน่วยงานรัฐด้วย ความแตกต่างที่สำคัญของญี่ปุ่นกับประเทศไทยคือ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชโดยรัฐของญี่ปุ่นนั้นมีความเข้มแข็งมาก เนื่องจากมีกฎหมายที่ให้จังหวัดต่างๆมีบทบาทในการพัฒนาสายพันธุ์พืชต่างๆมานานหลายทศวรรษ ตัวอย่างเช่น พันธุ์ธัญพืช ผัก และผลไม้ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมากกว่า 60% พัฒนาโดยหน่วยงานราชการ ส่วนพันธุ์พืชที่เกษตรกรญี่ปุ่นใช้ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ทั่วไป โดยพันธุ์ทั่วไปของข้าวคิดเป็น 84% พันธุ์ผัก 91% และแอปเปิล 96% เป็นต้น และหากจะมองบทบาทของบริษัทญี่ปุ่นเองนั้น บริษัทเอกชนด้านเมล็ดพันธุ์ของซี่ปุ่น คือซาคาตะซีดส์ และทาคิอินั้น ติดอันดับ 10 บริษัทเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่ของโลก

การเข้าร่วม UPOV 1991 ของญี่ปุ่นจึงอาจถูกประเมินว่าได้รับผลกระทบน้อยกว่าในประเทศไทย แต่กระนั้นก็สร้างความกังวลให้กับนักการเมือง เกษตรกรและผู้บริโภคญี่ปุ่น 

การให้อำนาจผูกขาดเพิ่มขึ้นแก่บริษัทเมล็ดพันธุ์จะส่งผลกระทบมากกว่าในกรณีประเทศไทยเพราะตลาดเมล็ดพันธุ์สำคัญเช่นข้าว โพด และผักนั้น ปัจจุบันอยู่ในมือของบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัทเท่านั้น เช่นเดียวกับการขอรับทะเบียนคุ้มครองพันธุ์นั้นตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น เพราะมีการขึ้นทะเบียนโดยหน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยเพียง 27.4% เท่านั้น ในขณะที่สัดส่วนของเกษตรกรต่อประชากรของญี่ปุ่นมีเพียง 3% แต่ของไทยมีสูงถึงกว่า 30%

5. ปัญหาผลกระทบกรณี UPOV1991 ไม่ใช่เรื่องแค่เรื่องดัชนีราคาอาหาร แต่เป็นเรื่องความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องของสิทธิและอำนาจของเกษตรกรรายย่อยและประชาชนทั่วไปที่จะมีอำนาจในการจัดการระบบอาหาร ที่เพียงพอ ปลอดภัย มีความหลากหลาย และรองรับภาวะวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การปล่อยให้บริษัทขนาดใหญ่ครอบครองเมล็ดพันธุ์ กำหนดวิถีการผลิต และพึ่งพาลมหายใจของบริษัทในการผลิตอาหารท่ามกลางวิฤตต่างๆทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังเกิดขึ้น โดยบรรษัทเหล่านั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ในโพสต์ต่อไปไบโอไทยจะวิพากษณ์รายงาน HFFA Research ที่ KKP นำใช้อ้างอิงในบทวิเคราะห์ว่าการเข้าร่วม UPOV1991 เป็นประโยชน์ต่อเวียดนามนั้น เป็นความจริงเพียงใด

อนึ่ง HFFA Research เรื่อง The socio-economic benefits of UPOV membership in Viet Nam นั้นริเริ่มและสนับสนุนการเงินโดย UPOV (initiated and financed by the International Union for the Protection of New Varieties of Plants (UPOV)

เนื้อหา: 
Tags: