สถานการณ์ปัญหาสุขภาพของเกษตรกร และการควบคุมสารกำจัดศัตรูพืช

มูลนิธิชีววิถี
 สถานการณ์ปัญหาสุขภาพของเกษตรกร และการควบคุมสารกำจัดศัตรูพืช[1]
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ[2]
รพิจันทร์ ภูริสัมบรรณ[3]
 
 

1. ปัญหาสุขภาพเนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นปัญหาระดับชาติ

ปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจากสารพิษกำจัดศัตรูพืชเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับสังคมไทยทั้งที่เป็นเกษตรกรและประชาชนทั่วไปในสังคมไทย ดังข้อมูลเมื่อปี 2541 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีเกษตรกรที่ผลการตรวจเลือดอยู่ในเกณฑ์ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงต่อการเกิดพิษ[4] อันเนื่องมาจาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนถึง 77,789 คน จากจำนวนเกษตรกรที่ตรวจเลือด 369,573 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 21 ของเกษตรกรทั้งหมด และข้อมูลผลการตรวจระดับของสารเคมีทางการเกษตรในเลือดของเกษตรกรเมื่อเร็วๆนี้ปรากฏว่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยผลการตรวจเกษตรกรที่จังหวัดเชียงใหม่จำนวน 924 คน พบว่ามีเกษตรกรและแม่บ้านที่มีสารเคมีตกค้างในระดับที่ไม่ปลอดภัยและเสี่ยงจำนวนรวมกันมากถึง 75%[5]

 

พิษภัยจากสารเคมีการเกษตรนี้เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาที่เป็นผลระยะยาว เช่น ปัญหาโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคต่อมไร้ท่อ และปัญหาอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโรคสำคัญอันดับต้นๆของคนไทย

 
 

2. ผู้ป่วยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 1,500 คน หรือ 400,000 คน/ปี ?

ข้อมูลเมื่อปี 2552[6] ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชจำนวน 1,520 ราย โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ  35-44 ปี (22.43 %)  และรองลงมาคือ 45-54 ปี (17.76 %) และต่ำสุดคือ 25-34 ปี (16.12 %)

 

จังหวัดที่มีอัตราการป่วยต่อประชากรสูงสุด 5 อันดับแรกคือ กำแพงเพชร  (25.34 ต่อแสนประชากร) อุทัยธานี (11.93 ต่อแสนประชากร) ตราด (9.07 ต่อแสนประชากร) สุโขทัย (8.76 ต่อแสนประชากร) แต่สถิติดังกล่าวอาจยังห่างไกลจากตัวเลขจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับสารพิษจากสารกำจัดศัตรูพืชจริงๆหลายเท่า ยกตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลผู้ป่วยจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีรายงานโรคพิษสารกำจัดศัตรูพืชถึง 8,546 รายในปี 2550 ซึ่งมากกว่ารายงานของสำนักระบาดวิทยาถึง 6 เท่า (1,452 ราย)[7]

 

จากการประเมินของแผนงานวิจัยและพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ

และระบบการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ประมาณการว่า ตัวเลขผู้ป่วยจากสารเคมีอาจสูงถึง 200,000 - 400,000 รายต่อปี[8]

 

การสำรวจ ศึกษา วิเคราะห์เพื่อจัดทำฐานข้อมูลของผู้ป่วยหรือผู้เสี่ยงต่อภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการกำหนดนโยบาย การป้องกัน และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

 
 

3. พื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตามฐานข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาจะมีประโยชน์อย่างมากในการจัดกลุ่มเป้าหมายพื้นที่จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยอาจใช้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลปริมาณการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของกระทรวงเกษตร

4. ความเสี่ยงจากสารพิษของเกษตรกรไทย

จากการสำรวจเกษตรกรจาก 6 จังหวัด จำนวน 606 คน โดยโครงการ IPM DANIDA

ระหว่างเดือนสิงหาคม 2546 – เดือนกรกฏาคม 2547 พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

 

  1. เกษตรกรเกือบทั้งหมดเคยมีอาการเนื่องจากพิษของสารเคมีกําจัดศัตรูพืช โดย

  • 56% ของเกษตรกรเคยมีอาการเนื่องจากพิษของสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ระดับปานกลาง

  • 1% ของเกษตรกรเคยมีอาการเนื่องจากพิษของสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ระดับรุนแรง

  • มีเกษตรกรเพียง 6% ที่ไม่เคยมีอาการเนื่องจากพิษของสารเคมีกําจัดพืช

  1. เกษตรกรเป็นจํานวนมากใช้สารเคมีที่มีพิษร้ายแรง

  • 15% ของเกษตรกรใช้สารเคมีระดับความเป็นพิษ 1เอ (WHO)

  • 39% ของเกษตรกรใช้สารเคมีระดับความเป็นพิษ 1บี (WHO)

  • 58% ของเกษตรกรใช้สารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphates)

  • 22% ของเกษตรกรใช้สารเคมีกลุ่มคาร์บาเมท (Carbamates)

  • 31% ของเกษตรกรใช้สารเคมีกลุ่มพาราควอท (Paraquat)

  • 14% ของเกษตรกรมีการใช้ สารเคมีที่ถูกห้ามนํ าเข้า ผลิต ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองในประเทศไทย

 

5. ตลาดสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในประเทศไทย

 

จากสถิติปี 2552 ประเทศไทยนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชประเภทต่างๆเข้ามาปีละ 137,594,393.26 กิโลกรัม (ปริมาณสารออกฤทธิ์ 68,768,742.98 กิโลกรัม) คิดเป็นมูลค่าการนำเข้า 16,815,769,077 ล้านบาท[9] สารเคมีดังกล่าว 66% นำเข้าจากประเทศจีน 8% จากอินเดีย ที่เหลือ 26% จากประเทศอื่นๆ โดยเบื้องหลังของการผลิตและการค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวคือผู้ผลิตสารเคมีสำคัญ 6 บรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ของโลก คือ ไบเออร์ ซินเจนต้า BASF ดาว มอนซานโต้ ดูปองท์ ที่ผูกขาดสารเคมีการเกษตรของโลกประมาณ 70% นั่นเอง

สารเคมีการเกษตรที่นำเข้ามาในประเทศไทย ถูกนำเข้าโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ 6 บริษัท และบริษัทอื่นๆอีก 230 บริษัท มีบริษัทผลิตสูตรสำเร็จ 90 บริษัท ผู้ค้าส่ง 543 ราย และผู้ค้าปลีก 15,822 ราย [10]

บริษัทท้องถิ่นของไทยจะนำสารออกฤทธิ์ดังกล่าวมาผสมและบรรจุขายไปยังร้านค้าปลีกและเกษตรกร ซึ่งราคาที่เกษตรกรซื้อจะมีมูลค่าสูงกว่าราคาวัตถุดิบที่นำเข้ามาหลายเท่าตัว

 

ประเทศ

สารออกฤทธิ์

ชื่อการค้า

ลาว

46

100

พม่า

*

818

อินเดีย

194

*

มาเลเซีย

240

917

อินโดนีเซีย

*

1,158

ศรีลังกา

269

1,383

เวียดนาม

590

1,743

ไทย

439

27,126

จีน

600

20,000

ข้อมูลต่างประเทศจาก Plant protection profiles from Asia-Pacific countries, FAO 2007 ข้อมูลของไทยจาก กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร(สืบค้นเมื่อ 10 พ.ย. 2553)

6. ความอ่อนแอของระบบการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

 
การขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของประเทศไทยมีปัญหาอย่าง ยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนการค้าสารเคมีการเกษตรเป็น จำนวนมาก และอาจจะมากที่สุดในโลก เพราะมีการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนการค้าสารเคมีเกษตรและสารออกฤทธิ์ถึง 27,000 รายการ ในขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีชื่อการค้าเพียง 917   1,158   และ  1,743 รายการ ตามลำดับ
           
การมีชื่อการค้าจำนวนมากเป็นเครื่องมือการขายสำหรับบริษัทสารเคมี ให้สามารถหมุนเวียนสับเปลี่ยนชื่อการค้าต่างๆมาขาย สร้างความสับสนให้กับเกษตรกร แต่สร้างยอดขายให้บริษัท 
 

7. กลไกส่งเสริมการขาย

พัฒนพงศ์ จาติเกตุ   พบว่าบริษัทที่ทำการตลาดส่วนใหญ่   มักจะมาจากบริษัทข้ามชาติ และบริษัทไทยขนาดกลาง   โดยอาศัยช่องโหว่ที่ยังไม่มีกฎระเบียบควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการขายที่ชัดเจน   โดยใช้กลยุทธ์การตลาด 16 วิธี   เพื่อกระตุ้นยอดขายได้แก่ 1.การจับรางวัล     ชิงโชค   2.การสัมมนาและจัดเลี้ยง   3.การจัดเลี้ยงโต๊ะจีน   4.การขายพ่วงกับเมล็ดพันธุ์   5.การจัดแปลงสาธิตในพื้นที่เพาะปลูก   6.การจัดแนะนำสินค้าในชุมชน   7.การให้ของแจกของแถม   8.การให้โบนัสหรือรางวัล   9.การลดราคา   10.การให้ค่านายหน้าแก่ร้านค้าหรือสหกรณ์   11.การให้เครดิตหรือการจ่ายเงินเชื่อ   12.การจัดอบรมเกษตรกร   13.การทำยอดสะสมการใช้สารเคมีเพื่อแลกของรางวัลต่างๆ   14.มีสิ่งตอบแทนเมื่อลูกค้านำเงินมาชำระ   15.การโฆษณาผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ทั้งวิทยุ นิตยสารทางการเกษตร แผ่นพับ ใบปลิว รถแห่ ฯลฯ     16.การจัดแสดงสินค้าหน้าร้าน หรือการโฆษณา ณ จุดขาย
 
ในขณะที่สินค้าที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น บุหรี่ และสุรา ล้วนแล้วแต่มีมาตรการเกี่ยวกับฉลาก และการควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวด แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการใดๆสำหรับดำเนินการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น
 

8. กลไกในการควบคุมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

การควบคุมต้องดำเนินตลอดกระบวนการตั้งแต่การผลิต นำเข้า ขึ้นทะเบียน การโฆษณาและส่งเสริมการขาย กลไกควบคุมการจัดจำหน่าย การใช้ การตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิต ข้อมูลการตรวจสอบของจากนำเข้า ข้อมูลความเสี่ยงของผู้ผลิตและผู้บริโภค การรวบรวมวิเคราะห์ผู้ป่วย และระบบข้อมูลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

อย่างไรก็ตามในทัศนะของผู้เขียน ปัญหาสำคัญของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาสารเคมีในปัจจุบันมีอยู่ 3 ขั้นตอนที่สำคัญ ดังที่ได้วิเคราะห์ปัญหาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว คือ การขึ้นทะเบียนการโฆษณาและส่งเสริมการขายและการควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด

 

9. โอกาสทางนโยบายในการควบคุมการขึ้นทะเบียนสารเคมี ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย 2551

ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551[11] ได้กำหนดให้ทะเบียนสารเคมีอันตรายทางการเกษตรเดิมทั้งหมดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้เดิมต้องสิ้นสุดลงภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ในระหว่างนี้บริษัทสารเคมีต่างๆจะต้องดำเนินการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายใหม่ ตามข้อกำหนดใหม่[12] ดังนี้

  • กำหนดการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้มี 3 ขั้นตอน คือ

    • ขั้นตอนที่ 1 การทดลองเบื้องต้น ข้อมูลประสิทธิภาพ พิษเฉียบพลันและพิษตกค้าง โดยให้ผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตรายเพื่อทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้การรับรองมาตรฐาน GLP (Good Laboratory Practice) ตามมาตรฐาน OECD[13]

    • ขั้นตอนที่ 2 การทดลองใช้ชั่วคราวในแปลงสาธิต เพื่อทราบข้อมูลพิษปานกลาง พิษเรื้อรัง และพิษตกค้าง โดยให้ผลิตหรือนำเข้าตัวอย่างวัตถุอันตรายเพื่อทดสอบ

    • ขั้นตอนที่ 3 การประเมินผลการทดลองและข้อมูลต่างๆเพื่อทราบความปลอดภัยต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพิษเรื้อรังระยะยาว (2 ปี) ต่อสัตว์ทดลอง

  • กำหนดอายุทะเบียนไม่เกิน 6 ปี หลังจากวันที่ออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียน จากเดิมที่ไม่ได้มีการกำหนดอายุ

  • กำหนดให้วัตถุอันตรายแต่ละชนิดขึ้นทะเบียนได้สูตร (formulation) ละไม่เกิน 1 ความเข้มข้น เว้นแต่มีการทดลองทางวิชาการที่แสดงความแตกต่างชัดเจน[14]

      ควรใช้โอกาสทางนโยบายนี้ในการปฏิเสธการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีพิษร้ายแรงหรือมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

10. หยุดการขึ้นทะเบียนสารพิษอันตราย

ดำเนินการให้มีการยกเลิกการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มเติม 11 ชนิด จากรายชื่อสารเคมีที่เดิมอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังของกรมวิชาการเกษตร[15] เนื่องจากสารเคมีกลุ่มนี้เป็นสารในกลุ่ม Ia (พิษร้ายแรงมาก) และ Ib (พิษร้ายแรง)  ซึ่งยังมีการใช้ในปริมาณมาก เฉพาะสารพิษกลุ่ม Ia นั้นยังมีการใช้อยู่สูงถึงร้อยละ 16[16]  

ชื่อสามัญ

ระดับพิษ

เหตุผลประกอบ

ออลดิคาร์บ

 Ia

• บริษัทไบเออร์จะเลิกผลิตโดยสิ้นเชิงในค.ศ.2015 (เหตุผลประกอบคือความเสี่ยงต่อสุขภาพเด็ก) และจะเลิกการจำหน่ายภายในปี 2017[17]

• สหรัฐเลิกใช้สำหรับส้มและมันฝรั่งหลังค.ศ. 2012 และการใช้จริงคาดว่าจะหมดภายในค.ศ.2018[18]

• อินเดียยกเลิกการผลิตและการใช้แล้ว

บลาสติซิดิน-เอส

 Ib

 

คาร์โบฟูแรน

 Ib

• ค.ศ. 2007 สหภาพยุโรปห้ามให้มีการใช้สารชนิดนี้[19] พร้อมทั้งห้ามการนำเข้าส่วนผสมที่มีคาร์โบฟูแรนหรือสินค้าที่มีการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน MRLs[20]

• สำหรับสหรัฐอเมริกา EPA ได้ระงับการใช้สารนี้แบบชนิดเม็ด (granular) ตั้งแต่ค.ศ.1994 และได้แบนสารชนิดนี้จากการใช้ในประเทศ ในค.ศ.2009[21] แต่สามารถมีค่าตกค้างในสินค้าเกษตรนำเข้าเช่น ข้าวและอ้อย

• อยู่ใน PIC list (การแจ้งข้อมูลล่วงหน้า) ของสนธิสัญญารอตเทอร์ดาม (Rotterdam Convention)

ไดโครโตฟอส

 Ib

อินเดีย ปากีสถาน สิงคโปร์ สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ห้ามใช้

อีพีเอ็น

 Ia

สหรัฐ ออสเตรเลีย เนเธอรแลนด สหราชอาณาจักร แคนาดา อินเดีย และพม่าห้ามใช้/ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนแล้ว

อีโทรโพรฟอส

 Ia

 

ฟอร์เมธิเนท

 Ia

 

เมธิดาไธออน

 Ib

สหภาพยุโรปห้ามใช้ตั้งแต่ 30 มิถุนายน 2011 เป็นต้นไป

มีโธมิล

 Ib

• สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฟินแลนด์ ห้ามใช้/ไม่ขึ้นทะเบียน

• อินเดียห้ามใช้ส่วนผสม (formulation) Metyomyl 24% L และ Methomyl 12.5% L

• สิงคโปร์ไม่อนุญาตให้ใช้

ออกซามิล

 Ib

 

เอ็นโดซัลแฟน (cs)

 II

นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย สหภาพยุโรป ห้ามใช้

 

11. บังคับใช้กฎหมายอย่างโปร่งใสและเคารพการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่กฎหมายบัญญัติ

ภายใต้ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 ได้กำหนดให้มีการส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยกำหนดให้มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกิน 10 คน โดยประกอบด้วยผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมีผลงานและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาเคมี วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์หรือกฎหมาย และอย่างน้อย 5 คนให้แต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนขององค์การสาธารณประโยชน์และมี ประสบการณ์การดําเนินงานด้านการคุ้มครองสุขภาพอนามัย ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านการเกษตรกรรมยั่งยืน ด้านการจัดการปัญหาวัตถุอันตรายในท้องถิ่น หรือด้านสิ่งแวดล้อม[22]

อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้ดำเนินการให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ประการใดทั้งๆที่กฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับใช้มาครบ 2 ปีแล้วก็ตาม หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นจากอิทธิพลของบริษัทธุรกิจสารเคมีการเกษตรที่เห็นว่าการเข้ามามีบทบาทขององค์กรภาคสังคมจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของตน

 

 

12. จริยเกษตร

การผลิตและธุรกิจการเกษตรของประเทศไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดำเนินไปในทิศทางที่ทำลายและเบียดเบียนสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทั้งของตนเองและคนรอบข้าง การมุ่งแสวงหากำไรสูงสุดโดยไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ทำลายคุณค่าทางจริยธรรมและความรับผิดชอบระหว่างกัน เราเห็นเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผักไปขายผ่านคนกลางโดยไม่คำนึงถึงพิษภัยที่ตกกับผู้บริโภค ผู้บริโภคเองก็ต้องการผักสวยงามราคาถูกๆโดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของผู้ปลูก ในขณะที่บรรดาธุรกิจเคมีเกษตรจำนวนมากกลับขาดจริยธรรมการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทั้งๆที่การค้าขายสารเคมีเกษตรนั้นอาจจะอยู่ในหรืออยู่บนเส้นแบ่ง “มิจฉาวณิชชา” (การค้าขายไม่ชอบธรรม) ข้อ “วิสวณิชชา” (ค้ายาพิษ) ที่พระพุทธองค์ได้บัญญัติไว้ มีความจำเป็นต้องสร้างหลักจริยเกษตรสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่ในระบบการผลิตอาหารและการเกษตรที่นอกเหนือจากการดำเนินการตามกฎหมายที่ได้กล่าวแล้ว การสร้างหลักจริยเกษตรภายใต้โลกยุคโลกาภิวัตน์จำเป็นต้องทำงานกับสื่อสารมวลชนและแปรพลังของผู้บริโภคให้มาสนับสนุนผู้ประกอบการที่รับผิดชอบต่อสังคม การคว่ำบาตรผู้ประกอบการที่ขาดจริยธรรม ตลอดจนส่งเสริมทิศทางเกษตรกรรมที่เกื้อกูลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมให้เข้มแข็งและมีสัดส่วนมากขึ้นๆ เป็นต้น


[1] เอกสารประกอบการบรรยายทางวิชาการเรื่อง  "แนวทางการพัฒนาและสนับสนุนงานเกษตรกรปลอดโรคผู้บริโภคปลอดภัย" โดย กรมควบคุมโรค ก.สาธารณสุข วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2553 โรงแรมทีเคพาเลซ

[2] ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)

[3] นักวิจัย มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)

[4] เอนไซม์โคลินเอสเตอเรส ซึ่งเอนไซม์นี้เป็นสารที่ทำหน้าที่รับส่งคำสั่งในการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์ เมื่อได้รับสารเคมีเกษตรจะทำให้เอนไซม์ทำงานได้ลดลงจากปกติ และส่งผลให้เกิดอาการผิดปรกติต่างๆ     

[5] แผนงานพืชอาหารเชียงใหม่ปลอดภัย, สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ 2551

[6] รายงานโรคในระบบเฝ้าระวัง สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

[7] สถานการณ์ความเสี่ยงในการทำงานต่อสุขภาพแรงงานนอกระบบจากสารกำจัดศัตรูพืช

[8]  วลัยพร มุขสุวรรณ, 2548 

 

[9] ข้อมูลจาก สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร

[10] อ้างแล้ว

[11] ลงประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเพื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551 และบังคับใช้วันที่ 23 สิงหาคม 2551 โดยเหตุผลในการประกาศใช้คือ พ.ร.บ. 2535 มีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองค์ประกอบ อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ปรับการกำหนดและต่ออายุใบรับแจ้งดำเนินการและใบสำคัญการขึ้นทะเบียน การอนุญาตให้มีการนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 รวมถึงการยกเลิกอำนาจจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ภาคผนวก ก)

[12] ตามข้อกำหนดที่ 18 ของประกาศกระทรวงฯ

[13] มีการเคลื่อนไหวคัดค้านของบริษัทต่างๆโดยอ้างว่าไม่มีห้องปฏิบัติการในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GLP ทำให้เสียค่าใช้จ่ายตัวอย่างละ 1.5-2 ล้านบาทต่อครั้ง และทำให้ผู้ประกอบการคนไทยประเภท SMEs จำเป็นต้องขายธุรกิจให้กับผู้ประกอบการชาวต่างชาติ

[14] ประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่อง กำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญ และการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2553 ลงประกาศในพระราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553

[15] เป็นที่น่าสังเกตว่า สารเคมีบางชนิดบนรายการเฝ้าระวัง เช่น ออลดิคาร์บ มีพิษมากกว่าสารเคมีบางชนิดที่ถูกสั่งห้ามไปแล้วเสียอีก เช่น มีธามิโดฟอส และโมโนโครโตฟอส เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ยังมีสารอันตรายบางชนิดที่ไม่อยู่ในรายการเฝ้าระวัง เช่น พาราควอท เป็นต้น

[16] จรีรัตน์ มีพืชน์, “สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ (1)”  ไทยโพสต์ เอ็กซ์-ไซท์ 20-09-50 http://www.thaienv.com/th/index.php?option=com_content&task=view&id=204&Itemid=27

[17] “Insecticide to be banned – three decades after tailed melons sickened 2,000 people”. Environmental Health News. 18-08-10 http://www.environmentalhealthnews.org/ehs/news/aldicarb-phaseout

[18] อ้างแล้ว

[22] ตามมาตรา 6 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2551

 

 

เนื้อหา: