ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership (CPTPP) กลับมาเป็นประเด็นทางสังคมอีกครั้ง เมื่อมีหนังสือ ลงวันที่ 6 ต.ค.64 ข้อเสนอของ ส.ว./กรรมาธิการพาณิชย์ฯ ส่งถึงนายกรัฐมนตรี แนะเริ่มเร่งด่วนตัดสินใจเจรจาเข้า CPTPP หวังยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ กมธ.พาณิชย์ฯ จัดประชุม 3 ฝ่าย แต่ไม่มีตัวแทนภาคประชาชน ลงชื่อโดย พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน ส.ว. ต่อมารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะ ประกาศร่วมเจรจา CPTPP ในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2564 แต่ก็ยังอ้างจะรับหรือไม่รับ ไม่ใช่เวลานี้ ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) มีคุณดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ประธานคณะกรรมการฯ จะประชุมวันพุธที่ 8 ธ.ค.2564 เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรียื่นหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วมความตกลง CPTPP ในวันอังคารที่ 14 ธ.ค.นี้

ทำให้องค์กรภาคประชาสังคม FTA Watch ซึ่งติดตามนโยบาย ผลกระทบมาอย่างใกล้ชิด มีความกังวลอย่างมากว่าทาง กนศ.ไม่ชี้แจงการเตรียมพร้อมประเด็นต่างๆตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎรเสนอแนะ ไม่มีกรอบเจรจาที่ระบุถึงประเด็นอ่อนไหวที่ต้องเจรจาให้ได้ ถ้าไม่ได้ต้องไม่เข้า ไม่มีการทำข้อมูลใหม่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ที่จีน ไต้หวัน และสหราชอาณาจักรขอเข้าร่วมจะเป็นผลดีหรือผลกระทบกับไทยอย่างไร ไม่มีการทำข้อมูลผลได้-ผลเสียในบริบทโลกหลังวิกฤตโควิด-19 ที่เป็นที่ยอมรับตามข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค และไม่สนใจเสียงของประชาชนที่ร่วมลงรายชื่อคัดค้านกว่า 4 แสนคน  หากว่ารัฐทำความตกลงระหว่างประเทศที่จะมีผลผูกพันรุ่นลูกรุ่นหลาน เกี่ยวพันกับเราทุกแง่มุมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ข้าวผักผลไม้ที่เราปลูกที่เรากิน สิทธิการเข้าถึงการรักษาของเรา คุณภาพชีวิตของเรา ขยะที่แอบมาทิ้งรอบบ้านเรา การทำหน้าที่ของรัฐในการดูแลคุ้มครองเรา ฯลฯ รัฐต้องฟังเสียงประชาชนไม่น้อยไปกว่าที่ฟังเสียงกลุ่มทุน-นักธุรกิจ และการตัดสินใจต้องตั้งอยู่บนข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง

ดังนั้นภาคประชาสังคมและกลุ่มภาคีเครือข่าย #NoCPTPP อีกกว่า 35 องค์กร จึงได้จัดกิจกรรมสื่อสารอย่างชัดเจนต่อรัฐบาลและแถลงจุดยืนร่วมกันแสดงพลังคัดค้านการเข้าร่วม CPTPP นำโดย FTA Watch, มูลนิธิชีววิถี, กรีนพีซ ประเทศไทย, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ , เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก 4 ภาค, มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) , กลุ่มศึกษาปัญหายา, ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา, มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา, มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์, มูลนิธิบูรณะนิเวศ, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, มูลนิธิสุขภาพไทย, เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา , เครือข่ายงดเหล้า, TU NO NICOTINE, โครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่, กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา, เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่, กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบำเหน็จณรงค์ (คัดค้านเหมืองโปแตชและโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.ชัยภูมิ), กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด 6 หมู่บ้าน (คัดค้านเหมืองทองคำ ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย), กลุ่มรักษ์อำเภอวานรนิวาส (คัดค้านการขุดเจาะสำรวจแร่โปแตช อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร), กลุ่มรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย (คัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองหินทราย ต.คำป่าหลาย อ.เมือง จ.มุกดาหาร), กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได (คัดค้านการทำเหมืองหิน ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู), กลุ่มรักษ์บ้านแหง (คัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองถ่านหินลิกไนต์ ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง), กลุ่มรักษ์ลำคอหงษ์ (คัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองโปแตช อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา), กลุ่มคนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ (คัดค้านการขอประทานบัตรทำเหมืองทรายแก้ว ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์), สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา (คัดค้านการทำเหมืองหินปูน ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา), สมัชชาคนจน, เครือข่าย People Go Network, คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.), มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), เครือข่ายบริการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม We Fair, เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ (WWN)

ในวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ได้จัดกิจกรรมหัวข้อ “ความฉิบหายจะมาเยือน Say No to CPTPP บอกแล้วไม่เอา CPTPP” ที่เครือข่ายภาคประชาสังคม #NoCPTPP ในฐานะตัวแทนจากประชาชนกว่า 400,000 เสียงที่ลงชื่อคัดค้านผ่านช่องทางออนไลน์ของ Greenpeace Thailand’s petition และ Change.org/NoCPTPP เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รับฟังเสียงของประชาชนที่คัดค้านการเข้าร่วมเป็นภาคี CPTPP มานานกว่า 2 ปี โดยยกเลิกการพิจารณาเข้าร่วม CPTPP ซึ่งลิดรอนสิทธิของประประชาชนและตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในประเทศ จึงได้ทำจดหมายเปิดผนึกและแถลงการณ์ร่วมกัน

ในวันเดียวกันทาง FTA Watch ได้ทำหนังสือตอบรับการขอเข้าพบหารือ ตามที่ประธานกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) แสดงความประสงค์จะขอเข้าหารือกับกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชนนั้น ทางกลุ่มฯได้ตอบจดหมายกลับไป ความว่า ทางกลุ่มฯ จะยินดีเป็นอย่างยิ่งถ้าประธานกรรมการฯ สามารถให้คำมั่นว่าจะนำข้อมูลและข้อเสนอขององค์กรภาคประชาสังคมไปผนวกเป็นเนื้อหาสำคัญที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับกรณี CPTPP และเพื่อให้การพบปะหารือมีความหมายยิ่งขึ้น โปรดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่คณะกรรมการได้จัดทำขึ้นตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้าร่วม CPTPP สภาผู้แทนราษฎร นำมาเสนอในการหารือครั้งนี้ด้วย โดยกลุ่มฯขอเสนอวันในการหารือเป็นวันที่ 20 ธันวาคม 2564 เวลา 10.00-12.00 น. ณ สวนชีววิถี ไทรม้า นนทบุรี

การเข้าหารือของนาย ดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พร้อมคณะ กับกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) และองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม NoCPTPP  ต่อกรณีการเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกของความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือCPTPP ได้ข้อสรุปว่า จะยังไม่มีการนำ CPTPP เข้าให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเพื่อยื่นเจตจำนงเข้าร่วมความตกลงนี้กับประเทศสมาชิกหากยังไม่มีการศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน 

FTA Watch และเครือข่ายฯ เป็นตัวแทนของประชาชนกว่า 400,000 คนที่ร่วมลงชื่อคัดค้านการที่ไทยจะเข้าร่วมความตกลง CPTPP ต้อนรับการเข้าพบหารือของดอน ปรมัตถ์วินัย และคณะ พูดคุยถึงข้อกังวลในผลกระทบที่รุนแรงและระยะยาวต่อประชาชน และนำเสนอให้ กนศ. ยุติความพยายามที่จะนำเรื่องการเข้าร่วมความตกลง CPTPP ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดอน ปรมัตถ์วินัย ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้รับทราบถึงจุดยืนของภาคประชาสังคม และกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วนไม่ใช่รัฐบาลอย่างเดียว ข้อมูลที่  กนศ. ได้มากับข้อมูลของ FTA Watch และองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคม #NoCPTPP นั้นแตกต่างกันมาก คนละมุมกันเลย วันนี้เราได้ทราบแล้ว เพราะอย่างนั้นอย่าเพิ่งเรียกร้องอะไร เดี๋ยวเราจะเอากลับไปคุยกับ    กนศ. แล้วมาแก้ไข ไม่อยากให้การประชุมครั้งนี้เป็นเรื่องของการเรียกร้อง” นอกจากนี้ ดอน ปรมัตถ์วินัย ยังได้รับปากกับกลุ่ม FTA Watch และเครือข่ายภาคประชาสังคมว่า จะยังไม่นำ CPTPP เข้าครม. จนกว่าจะมีการศึกษาที่ชัดเจนและครอบคลุมถึงผลกระทบทุกฝ่ายอย่างแท้จริงรอบด้านตามข้อกังวลของภาคประชาสังคม

ทั้งนี้ ช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำข้อสั่งการนายกฯ ถึง สภาองค์กรของผู้บริโภค ลงวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ทำข้อสั่งการถึงคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ด้วย ใจความหลักว่า

นายกรัฐมนตรี พิจารณาแล้วมีคำสั่ง

1. ให้คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (คกก.กนศ.) ดำเนินการจัดทำผลการพิจารณาดำเนินการตามรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเข้า CPTPP ของสภาผู้แทนราษฎร ให้ครบถ้วนตามประเด็นของ กมธ. เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งและแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทราบต่อไป

2. ให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ได้ข้อยุติรวมทั้งชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อแสดงเจตจำนงเข้าร่วมความตกลง CPTPP ให้แก่สภาองค์กรของผู้บริโภค ตลอดจนประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรับรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน เพื่อให้ทราบถึงประโยชน์ของการเข้าเป็นสมาชิก CPTPP ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะดำเนินการแสดงเจตจำนงเข้าร่วมความตกลง CPTPP ต่อไป

ต่อมาคณะกรรมการ กนศ.ได้ประชุมเมื่อวันที่ 18 ต.ค. และมีมติดังนี้

1. มอบกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดทำกรอบการเจรจา CPTPP ของไทยบนพื้นฐานของการศึกษาของ กมธ. และผลการดำเนินการของ กนศ.ที่ผ่านมาพร้อมด้วยรายการข้อสงวน ข้อยืดหยุ่น และระยะเวลาปรับตัวของไทยประกอบการเจรจา

2. มอบฝ่ายเลขานุการ กนศ.ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้จัดทำข้อสงวน ข้อยืดหยุ่น และ/หรือ ระยะเวลาปรับตัวของไทย รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ โดยการจัดทำดังกล่าว ให้หน่วยงานหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้รอบคอบ เพื่อนำมาประกอบการจัดทำข้อมูลให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนส่งให้กับฝ่ายเลขานุการ กนศ. ภายใน 30 วัน

3. ให้ฝ่ายเลขานุการ กนศ.ประสานจัดส่งข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้กรมเจรจาฯดำเนินการและจัดทำเป็นเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อเสนอให้ที่ประชุม กนศ.ครั้งหน้า เพื่อพิจารณาก่อนจะเสนอ ครม. ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในการประชุม กนศ. เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา พบว่า จากการมอบหมายให้ 24 หน่วยงานจัดทำข้อสงวน ข้อยืดหยุ่น และ/หรือ ระยะเวลาปรับตัวของไทย รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นั้นมีหน่วยงานที่ดำเนินตามไม่ถึง 10 หน่วยงานจึงต้องขยายเวลาออกไปอีก 45 วัน

นิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทน FTA Watch ได้ย้ำถึงจุดยืน 4 ข้อของภาคประชาชนซึ่งได้รวมอยู่ใน ข้อเสนอแนะจากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สภาผู้แทนราษฎร และข้อเสนอของสภาองค์กรของผู้บริโภค คือ

หนึ่ง การเข้าร่วมความตกลง CPTPP คือการยอมรับข้อตกลงที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ หรือ UPOV 1991 ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ซึ่งมีผลกระทบด้านลบต่อเกษตรกร ทั้งราคาเมล็ดพันธุ์ที่จะแพงขึ้น สิทธิเกษตรกรที่ถูกลิดรอน และการทำลายความหลายหลากทางชีวภาพ

สอง การเข้าร่วมความตกลง CPTPP จะทำให้ประเทศไทยต้องยอมรับการนำเข้าสินค้าที่ปรับสภาพเป็นของใหม่ โดยเฉพาะส่วนที่เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ และขยะพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะสารพิษที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ให้หนักหน่วงขึ้นไปอีก

สาม การเข้าร่วมความตกลง CPTPP จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติที่เป็นเอกชนฟ้องร้องรัฐบาล ถ้ารัฐบาลออกหรือบังคับใช้กฎหมายหรือนโยบายใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะเป็นไปเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน โดยจะส่งผลให้รัฐบาลต้องระงับการออกหรือบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน และชดเชยค่าเสียหายจำนวนมหาศาลให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เป็นเอกชน โดยใช้เงินภาษีของประชาชนจ่าย

และสุดท้าย ข้อบทในความตกลง CPTPP ที่เกี่ยวข้องกับระบบทรัพย์สินทางปัญญา จะก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อระบบสุขภาพและการสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากจะทำให้ยารักษาโรคแพงขึ้นอย่างมหาศาล จากงานวิจัยการประเมินผลกระทบของ CPTPP ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยจะมีค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นเกือบ 400,000 ล้านบาท เพราะประเทศต้องพึ่งพายานำเข้าและมีสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 71 ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 89 และอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศจะมีส่วนแบ่งตลาดลดลงมากกว่า 100,000 ล้านบาท แน่นอนว่านี่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงโดยตรงต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เป็นผลงานอวดชาวโลกของไทย

FTA Watch และองค์กรภาคีเครือข่ายฯ #NoCPTPP จะยังคงจับตามองการเคลื่อนไหวของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ในการพิจารณาศึกษาผลกระทบของ CPTPP อย่างใกล้ชิดต่อไป