การปลูกข้าวโพดในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขยายตัวเนื่องจากการผลักดันของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย เพื่อรองรับการผลิตเนื้อสัตว์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการส่งออกเนื้อสัตว์ เช่น ไก่เนื้อ ไปยังตลาดโลก

โดยเมื่อปี 2551 ผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้เตรียมความพร้อมโดยเข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในประเทศเพื่อนบ้าน ตามกรอบ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี–เจ้าพระยา-แม่โขง หรือ ACMECS แล้วกว่า 3 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ส่งเสริมในประเทศกัมพูชา 500,000 ไร่ ประเทศลาว 300,000 ไร่ พม่า 700,000 ไร่ และเวียดนาม 1,700,000 ไร่

ในช่วงประมาณปี 2555 ผลผลิตข้าวโพดในลาวและกัมพูชาประมาณ 80% ส่งออกมายังประเทศไทย ได้สิทธิภาษีเป็นศูนย์ ผ่านความตกลง ACMECS และ AFTA

โดยหนึ่งในพื้นที่ที่มีการขยายตัวรวดเร็วที่สุดคือการปลูกข้าวโพดในพม่า ในพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับหลายจังหวัดภาคเหนือของไทย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ผลผลิตข้าวโพดจากพม่าทั้งหมด 70% ส่งมายังประเทศไทย ในลาวสัดส่วนการส่งออกในไทยยังคงไม่นิ่ง ในขณะที่ข้าวโพดที่เหลือจากการใช้ในกัมพูชา 80% ยังคงส่งออกมายังไทย

หากดูจากพื้นที่่การผลิตในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง จะเห็นอย่างชัดเจนว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพด(จังหวัด/แขวง/รัฐ)ทั้งหมดอยู่ติดกับพรมแดนประเทศไทย เช่น ข้าวโพด 56% ของพม่าปลูกที่รัฐฉาน(ติดกับเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน) และ 44%ของข้าวโพดลาวปลูกที่แขวงอุดมไซ และไชยบุรี (ติดกับเชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเลย) ส่วน 77%ของข้าวโพดของกัมพูชาปลูกที่จังหวัดพระตะบอง (ติดกับสระแก้ว และปราจีนบุรี) ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบจากต้นทุนโลจิสติกส์ในการนำเข้ามาป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย (ประมวลข้อมูลจาก USDA และรายงานหลายฉบับของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ)

แต่การปลูกข้าวโพดติดกับชายแดนประเทศไทย นำมาซึ่งต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เพราะการปลูกข้าวโพดทั้งในพื้นที่ราบและลาดชันส่วนใหญ่มีการเผาตอซังและเศษซากพืชเพื่อเตรียมการปลูกในฤดูถัดไป

ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรัฐบาลไทยต้องกำหนดกติกาให้การนำเข้าข้าวโพดต้องไม่มาจากการเผา พร้อมๆกับสนับสนุนในการปลูกข้าวโพดในประเทศทั้งหมดต้องปรับไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

รัฐไทยต้องควบคุมบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ให้เอาเปรียบจากการแข่งขันทางการค้าเพื่อให้ได้วัตถุดิบราคาถูกๆซึ่งได้มาจากการบั่นทอนสุขภาพของผู้คนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

งบประมาณปีละแสนกว่าล้านบาทเพื่อสนับสนุนการผลิตเชิงเดี่ยวที่อ้างว่าเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (แต่ที่จริงจำนวนมากคือการสนับสนุนทางอ้อมในการผลิตวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมเกษตร) ต้องนำมาสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย ปลูกพืชโดยไม่ต้องเผา หรือเปลี่ยนแบบแผนการเกษตรไปสู่รูปแบบอื่นที่ยั่งยืนกว่า ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมเกษตรล้าหลังสามารถแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ ดีต่อตัวเกษตรกรรายย่อยเอง ดีต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อประชาชนทุกคน