เวทีนโยบายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งจัดขึ้นโดย สภาเกษตรกรแห่งชาติ มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร ร่วมกับ 101 PublicPolicy และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของแผนงานอาหารเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

11 พรรคการเมือง ได้เสนอนโยบายที่น่าสนใจหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การเพิ่มพื้นที่เกษตรยั่งยืนและเกษตรอินทรีย์ รัฐสวัสดิการที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนการเกษตรได้ง่ายขึ้น รวมทั้งบางพรรคที่สานต่อการลดการใช้สารเคมี และการแบนสารเคมีอันตราย ดังนี้

ก้าวไกล ยกระดับเพิ่มงบอาหารกลางวัน 30 บ. ครอบคลุมถึงระดับมัธยมฯ

ที่ผ่านมาการสนับสนุนภาคเกษตกรรม จะผ่านเงินเงินอุดหนุนผ่านพืชหลักที่เพาะปลูกมาโดยตลอด แต่เกษตรกรยังมีปัญหาเรื่องรายได้และความเหลื่อมล้ำเหมือนเดิม ดังนั้นสิ่งที่พรรคก้าวไกลเห็นว่า เกษตรกร ควรจะอยู่ได้เลือกได้ โดยแยกการช่วยเหลือของรัฐบาลกับพืชที่ปลูกออกจากกัน เราสนับสนุนสวัสดิการถ้วนหน้า  เบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท  เป็น 3,000  บาทต่อเดือนภายใน 4 ปี  ขณะที่สวัสดิการเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าให้คนละ 1,200  บาทต่อเดือน เรื่องของปัญหาโภชนาการ ภาวะเด็กเล็กที่ขาดสารอาหารซึ่งส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ยากจน ยกระดับเพิ่มงบอาหารกลางวันเป็น 30 บาทต่อคนต่อวัน ครอบคลุมถึงระดับมัธยมศึกษา
ส่วนการปลดล็อก เรื่องที่ดินทำกิน  โดยมีกองทุนพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ จากเดิมที่มีงบประมาณ 300 ล้านบาท จะเพิ่มเป็นหมื่นล้านบาทใน 4 ปี รวมถึงการเปลี่ยนพื้นที่สปก.เป็นโฉนดที่ดิน เงื่อนไขการผู้ที่จะเปลี่ยนพื้นที่สปก.เป็นโฉนดต้องมีทรัพย์สินสุทธิไม่เกิน 10 ล้านบาท ไม่เกิน 50 ไร่
การปลดล็อกปัญหาหนี้สิน หากสามารถชำระได้ครึ่งหนึ่ง รัฐจะออกให้ครึ่งหนึ่ง  ถ้าไม่มีเงิน ให้เช่าที่ดินจะจัดสรรให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพื่อชำระหนี้ ส่วนถ้าไม่มีทั้งเงินและไม่มีที่ดินจะใช้หลังคาบ้านติดโซลาร์รูฟเพื่อขายไฟฟ้าและนำเงินมาใช้หนี้
ดร.เดชรัต กล่าวถึงการสนับสนุนงบฯ การตรวจรับรองมาตรฐานการรับรอง GMP GAP ออร์แกนิค มาตรฐานฮาลาล และอื่นๆ ที่สำคัญทำให้มาตรฐานได้รับความเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงเกษตรกรสูงอายุต้องมีโอกาสพัก และการส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องสารพิษตกค้าง การแปรรูป การทำฟาร์มสเตย์ แก้ไขกฎหมายปลดล็อค เปิดได้ตามกฎหมาย ขอกู้เงินในพื้นที่ได้ สุดท้ายเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ภายใน 4 ปี ก้าวไกลสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด

ศุภชัย ใจสมุทร<br>พรรคภูมิใจไทย

“ภูมิใจไทย”ประกาศภายใน 4 ปี เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 200 % ลดการใช้สารเคมีลง 50%

ขณะที่  นายศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย  กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารและภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในเรื่องอาหารปลอดภัย ที่สำคัญพรรคไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าสารเคมีที่เป็นพิษ 3 ชนิด แสดงจุดยืนชัดเจน ดังนั้น เราขอประกาศนโยบาย “เกษตรเพื่อสุขภาพของคนไทยไม่เป็นโรค” ทั้งลดการใช้สารเคมีลงให้ได้  50% ภายใน 4 ปี และจะเพิ่มเกษตรกรอินทรีย์ให้ได้ 200 % ภายใน 4 ปี พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสินค้าปลอดภัยให้เข้มข้นเท่าประเทศยุโรป ยกเลิกการใช้สารเคมีที่มีข้อตกลงร่วมกันในระดับนานาชาติ หรือคู่ค้าของไทยยกเลิกไปแล้ว ไม่สนับสนุนทางการเงินทั้งทางตรงและทางอ้อมสำหรับธุรกิจและเกษตรกรที่ใช้สารเคมี เก็บภาษีสารเคมีตามระดับความอันตราย และห้ามการโมษณา พร้อมกำหนดบทลงโทษอย่างรุนแรง  รวมถึงการจัดสรรงบฯ ให้เกษตรกรที่ทำเกษตรแบบอินทรีย์ ให้ธนาคารของรัฐสนับสนุนเกษตรกรที่ทำเกษตรแบบอินทรีย์ และการเพิ่มตลาดสีเขียวให้เกิดขึ้นทุกพื้นที่ นายศุภชัย กล่าวถึงเรื่องปัญหาโภชนาการในเด็กที่มีปัญหาทั่วโลกในขณะนี้ รวมทั้งไทย ซึ่งเรามีจุดแข็งในเรื่องของการเป็นประเทศที่ผลิตอาหารทำให้สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้โดยรัฐจะต้องบริหารจัดการให้ดีกว่านี้

สร้างเกษตรไทยติดTOP 10 โลก ประชาธิปัตย์เพิ่มจีดีพีเกษตร กำหนด 26 นโยบายเกษตร

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วิสัยทัศน์พรรคประชาธิปัตย์ต้องการยกระดับรายได้เกษตรกร รายได้ประเทศ ไปสู่การเป็นมหาอำนาจด้านอาหารของโลก รับผิดชอบความมั่นคงด้านอาหารทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และโภชนาการ ครัวของโลกจึงจำเป็นต้องกระจายรายได้สู่เกษตรฐานรากให้ได้
“วิสัยทัศน์พรรคจึงกำหนดเป้าหมายของนโยบายเกษตรภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรฐานราก เกษตรฐานโลก 2030”  ให้ไทยเป็นมหาอำนาจอาหารโลก Top10  เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น 100 % เพิ่ม GDP เกษตรเป็น 10% เพื่อให้ภาคเกษตรกรรมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และกำหนด 26 นโยบายเกษตรที่วางอยู่บนฐานของเกษตรฐานราก เกษตรฐานโลก”  
นายอลงกรณ์ กล่าวถึง 10 นโยบายที่สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์  2 ล้านไร่ และเกษตรคาร์บอนต่ำลดโลกร้อน สนับสนุนความมั่นคงทางอาหารทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ โภชนาการ ขับเคลื่อนอาหารปลอดภัย อาหารแห่งอนาคต พืชเศรษฐกิจปลอดภัยเป็นท้องถิ่นที่กินได้ ส่งเสริมอาหารฮาลาลฟู้ดวัลเล่ย์ นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์จะส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เกษตรสุขภาพ ลดใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์ 5 ล้านตัน คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมสวัสดิภาพเกษตรกร และคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ

มนตรี บุญจรัส พรรคประชาชาติดรเดชรัต สุขกำเนิด พรรคก้าวไกลพงศา ชูแนม พรรคกรีน

ชาติไทยพัฒนา สร้างโครงสร้างพื้นฐานภาคเกษตร

นายนิกร จำนง พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า นโยบายด้านการเกษตร  คือ1ใน 9 นโยบายหลัก ที่ยิ่งใหญ่กว่าเศรษฐกิจ เพราะเป็นโครงสร้างหลักของประเทศ  การนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้จะเป็นทางออกของเกษตรกรไทยที่ยังยากจนอยู่  “ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการคมนาคมมากเกินไปทำให้จำนวนถนนมากกว่าคลองส่งน้ำ โดยภาคเกษตรกรรมเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องนี้กลับมีน้อยมาก ดังนั้นต้องเพิ่มงบด้านการเกษตร”

พรรคประชาชาติ ออกกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดินของทุนใหญ่  ส่งเสริมเกษตรปลอดภัย

ขณะที่นายมนตรี บุญจรัส พรรคประชาชาติ กล่าวถึงนโยบายพรรค ส่งเสริมการเกษตรปลอดภัย ให้ไทยเป็นฐานอาหารปลอดภัยของโลก ทำปุ๋ยจากขยะควบคู่กับปุ๋ยเคมีที่ให้เกษตรกรทั้งประเทศ เราค่อย ๆ ลดละเลิก เราจะไม่หักดิบไปสู่เกษตรอินทรีย์ทันที เราพยายามส่งเสริมเรื่องเกษตรปลอดภัยเป็นอนุบาลข้างต้นให้พี่น้องเกษตรกรที่อายุมากปานกลางหรือ Smart Farmer มาร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยมีอาหารที่ปลอดภัยไปสู่ครัวโลก และในความเป็นจริงเราต้องขอแก้ไขคำว่าชาวนาทำให้โลกร้อน ชาวนาชาวไร่ชาวสวนช่วยดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาเก็บไว้ในต้นข้าว มีอยู่เท่าไหร่ก็คืนกลับไปสู่ธรรมชาติแบบสามัญ

พรรคชาติพัฒนากล้า พัฒนาแอพพลิเคชั่น รวมกลุ่มเกษตรกรพัฒนาเกษตรก้าวหน้า

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวว่า  พรรคชาติพัฒนากล้าเป็นพรรคเดียวที่ไม่เน้นแจกเงิน และมุ่งสู่เกษตรแปรรูป รวมกลุ่มสหกรณ์เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและสามารถแข่งขันในตลาดได้  ในขณะที่เกษตรกรจะมีรายได้จากหุ้นได้ด้วย เช่นเดียวกับเกษตรกรของประเทศ นิวซีแลนด์ ที่ทำให้สหกรณ์โคนมตั้งเป็นบริษัท ฟอนเทียร่า เข้าตลาดหลักทรัพย์ และสร้างรายได้จำนวนมาก
“ภาคการผลิต พรรคจะสร้างแอพพลิเคชั่น ที่รวบข้อมูลของทุกหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯมีข้อมูลให้เกษตรกรตัดสินใจ เชื่อมโยงกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง  สามารถผลิตสินค้าได้ทั้งเกษตรปลอดภัย และอินทรีย์ ตามความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ  ข้อมูลในแอลิเคชั่นจะเตือนภัยโรคระบาดล่วงหน้า ”

เพื่อไทยออกโฉนด 50 ล้านไร่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นข้าวโพดและถั่วเหลือง โดยมีเงื่อนไขห้ามเผา เพิ่มงบอาหารกลางวันเด็กอีก 20%

น.สพ.ชัย วัชรงค์ พรรคเพื่อไทย  กล่าวว่า คนในภาคการเกษตรมีจำนวนมากะ แต่สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ 8.5 % เท่านั้น  การแก้ปัญหาเพื่อไทยจะ 1. พักหนี้ 3 ปีสร้างรายได้ 3 เท่าเพื่อให้เกษตรกรหลุดจากความยากจน ตั้งหลักได้ 2. จะเร่งสำรวจแก้กฎหมายพิสูจน์สิทธิ เพื่อออกโฉนดที่ดิน 50 ล้านไร่ ในที่ สค1. สปก. ที่ป่าเสื่อมโทรม ที่บนที่ราบสูง  ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องปลูกป่า ครึ่งหนึ่ง  3.  เพิ่มรายได้ 4 ปี 3 เท่า จากปัจจุบันที่เกษตรกรได้ 1 หมื่นบาทต่อไร่ต่อปี ยกระดับเป็น 3 หมื่นต่อไร่ต่อปี ผลักดันให้จีดีพีจะเพิ่มเป็น 24% ทันที  4.ใช้ตลาดนำนวัตกรรมเสริมเพิ่มรายได้ พืชที่ผลิตล้นจริงๆ คือข้าว ใช้พื้นที่ปลูกเยอะจะเปลี่ยนให้ปลูกพืชอื่น 20 ล้านไร่ แบบสมัครใจ โดยช่วงเปลี่ยนผ่านจะได้รับเิน 3,000 บาท เช่น การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีราคานำร่อง 10 บาทต่อกิโลกรัม  ภายใต้เงื่อนไขห้ามเผา ปลูกถั่วเหลือง เลี้ยงโคเนื้อ เปลี่ยนที่นามาปลูกหญ้า และทุเรียน เป็นต้น นอกเหนือจากนี้ยังจะขยายงบประมาณอาหารกลางวันโรงเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20%

พลังประชารัฐมุ่งหน้าสู่เกษตรอินทรีย์ ขยายอาหารโรงเรียนถึงชั้นมัธยม 6

ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล พรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า  สิ่งที่เราจะทำประกอบด้วย 3 ลด 3 เพิ่มคือ การลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ เพิ่มนวัตกรรมให้กับเกษตรกร และจะสนับสนุนเกษตรอินทรีย์จะเป็นหนทางในการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร  โดยพรรคจะส่งเสริมในเรื่องนี้รวมไปถึงการปรับโครงสร้างดินและน้ำเพื่อให้เกิดการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ลปอดภัย นอกจากนี้พรรคจะเติมทุน 3 หมื่นบาทต่อครัวเรือน แบบมีเงื่อนไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิต   รวมทั้งจะสนับสนุนให้เกิดการแปรรูปเพื่อส่งออกในต่างประเทศ

<br>นสพชัย วัชวงค์<br>พรรคเพื่อไทย
นิกร จำนง<br>พรรคชาติไทยพัฒนา


ไทยสร้างไทยใช้ 1.5 แสนล้านวิจัยพัฒนา

ด้านศรัณยู คงสวัสดิ์เกียรติ พรรคไทยสร้างไทย  กล่าวว่า จะใช้เงิน 1.5 แสนล้านบาท สำหรับการวิจัยพัฒนา ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่่มให้กับสินค้ามุ่งสู่ตลาดบน   ซึ่งคนไทยมีศักยภาพแต่ไม่สามารถเดินหน้าต่อเพราะสินค้าของไทยยังขายในลักษณะของวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่  จำเป็นต้องปลุกเกษตรกร และติดดาบเพื่อให้ต่อสู้ในเวทีโลกให้ได้  

พรรคกรีนตั้งธนาคารต้นไม้

นายพงศา ชูแนม พรรคกรีน  กล่าวว่า มีแผนเศรษฐกิจกรีน 10 แผน เริ่มจากเปลี่ยนคนจนให้มั่งมี ตั้งโรงรับจำนำต้นไม้  เพื่อผลักดันให้มีพื้นที่สร้างคาร์บอนฟรุ๊ตปริ้นมากขึ้น เกษตรกรจะมีรายได้ทั้งขายต้นไม้ ขายคาร์บอนเครดิต และยังสามารถใช้เป็นพลังงานให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ด้วย  ซึ่งต้องเร่งดำเนินการ เพื่อให้ทันเวียดนามที่มีรายได้จากการขายไม้ถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี

พรรคสามัญชนเร่งแก้ปัญหาที่ดิน

น.ส.ณัฐพร อาจหาญ พรรคสามัญชน กล่าวว่า ตราบใดที่เกษตรกร ไม่มีที่ดินทำกิน จะไม่มีความมั่นคง ไม่ว่าจะสนับสนุนแค่ไหน สุดท้ายจะเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาผูกขาด เมื่อเราเห็นว่าอาหาร มีความสำคัญ  ต้องสนับสนุนให้คนในประเทศเข้าถึง อาหารที่ปลอดภัยก่อนเป็นเรื่องแรก  ซึ่งปัจจัยต้องควบคุม ในขณะที่เรื่องน้ำ จะต้องพิจารณาเชิงระบบนิเวศของพื้นที่แต่ละแห่งด้วย กรณีภาคอีสานที่พื้นดิน มีโปรแตสฯจะขุดขึ้นมาใช้ ต้องระวังเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

ชมคลิปย้อนหลังเวทีแสดงเวทีแสดงวิสัยทัศน์และนโยบายเกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร เลือกตั้ง 2566
https://www.facebook.com/watch/?v=788506192421302