วันนี้ (18 พฤษภาคม 2566 ) องค์กรภาคประชาสังคมมากกว่า 70 องค์กร อาทิเช่น คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch) มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ กรีนพีซ-ประเทศไทย กลุ่มนอนไบนารีแห่งประเทศไทย(Non-Binary Thailand) เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี-ประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา สถาบันปรีดี พนมยงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม และประชาชนกว่า 360 คน อาทิเช่น นางทิชา ณ นคร นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ รศ.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รศ.ประภาส ปิ่นตบแต่ง นายจะเด็จ เชาวน์วิไล นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ นายนิมิตร์ เทียนอุดม นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ นายธารา บัวคำศรี นายประยงค์ ดอกลำใย ดร.กฤษฎา บุญชัย นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นายสมบูรณ์ คำแหง น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล น.ส.สุภาวดี เพชรรัตน์ น.ส. สิรินาฏ ศิริสุนทร นางสุนทรี หัตถี เซ่งกิ่ง น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท และ นายชูวิทย์ จันทรส เป็นต้น ได้ลงชื่อเรียกร้องต่อสมาชิกวุฒิสภา นักการเมือง และพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อเดินหน้าประชาธิปไตย และเคารพเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

โดยในข้อเรียกร้องได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยวิถีประชาธิปไตย โดยเลือกพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม พรรคพลังสังคมใหม่ รวม 313 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจถูกขัดขวางจากสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยการลงมติไม่เห็นชอบ หรือไม่ออกเสียงเมื่อมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย และจะก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมา จึงมีข้อเรียกร้อง 2 ประการคือ

1. ให้สมาชิกวุฒิสภาลงมติสนับสนุนชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเสนอชื่อของพรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนมากกว่าจะมุ่งสืบทอดอำนาจกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหาร

2. เรียกร้องให้สมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แม้พรรคการเมืองของตนจะไม่ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อเคารพคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน และแสดงเจตนารมณ์ว่าตนและพรรคการเมืองของตนนั้นยึดมั่นต่อวิถีการปกครองตามระบบประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น

โดยในท้ายคำแถลงได้ระบุว่า “การลงคะแนนเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา และพรรคการเมืองตามข้อเรียกร้องนี้ มิใช่เป็นข้อเสนอเพื่อสนับสนุนบุคคลใด หรือพรรคการเมืองใดให้เป็นนายรัฐมนตรีและรัฐบาล แต่เป็นข้อเรียกร้องโดยประสงค์มิให้วุฒิสภาและคณะรัฐประหารเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งและสร้างปัญหาทางการเมืองขึ้นมาเสียเอง  เพราะนี่คือห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านกติกาทางการเมืองที่ให้อำนาจคณะรัฐประหารมีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ไปสู่วิถีการเมืองแบบประชาธิปไตยด้วยสันติวิธีเยี่ยงนานาอารยประเทศ โดยผ่านการลงคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศ”

ข้อเรียกร้ององค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการและนักกิจกรรมทางสังคม
เพื่อเดินหน้าประชาธิปไตยและเคารพเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมาได้ชี้ให้เห็นเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยวิถีประชาธิปไตย โดยเลือกพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม พรรคพลังสังคมใหม่ รวม 313 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แต่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจถูกขัดขวางจากสมาชิกวุฒิสภา 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 โดยการลงมติไม่เห็นชอบ หรือไม่ออกเสียงเมื่อมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย และจะก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองตามมา

เพื่อเดินหน้าประชาธิปไตยและเคารพเสียงคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอเรียกร้องต่อผู้เกี่ยวข้องดังนี้

1. ให้สมาชิกวุฒิสภาลงมติสนับสนุนชื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเสนอชื่อของพรรคการเมืองที่รวบรวมเสียงได้เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนมากกว่าจะมุ่งสืบทอดอำนาจกลุ่มบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐประหาร

2. เรียกร้องให้สมาชิกพรรคการเมืองทุกพรรคการเมือง ลงคะแนนเสียงสนับสนุนการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แม้พรรคการเมืองของตนจะไม่ได้รับคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อเคารพคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชน และแสดงเจตนารมณ์ว่าตนและพรรคการเมืองของตนนั้นยึดมั่นต่อวิถีการปกครองตามระบบประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น

การลงคะแนนเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา และพรรคการเมืองตามข้อเรียกร้องนี้ มิใช่เป็นข้อเสนอเพื่อสนับสนุนบุคคลใด หรือพรรคการเมืองใดให้เป็นนายรัฐมนตรีและรัฐบาล แต่เป็นข้อเรียกร้องโดยประสงค์มิให้วุฒิสภาและคณะรัฐประหารเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งและสร้างปัญหาทางการเมืองขึ้นมาเสียเอง เพราะนี่คือห้วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่าน กติกาทางการเมืองที่ให้อำนาจคณะรัฐประหารมีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ไปสู่วิถีการเมืองแบบประชาธิปไตยด้วยสันติวิธีเยี่ยงนานาอารยประเทศ โดยผ่านการลงคะแนนเสียงของประชาชนทั่วประเทศ
18 พฤษภาคม 2566